ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562

ฎีกาที่ 2330/2562

หลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ ได้ร่วมกันจัดทำเอกสารและกรอกข้อความลงในเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่ ร. โดยไม่ได้ตั้งฎีกาเบิกเงินงบประมาณรายจ่าย ไม่ขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือและไม่ได้ขีดคร่อมเช็ค ทั้งไม่ส่งมอบเช็คแก่ ร. ผู้มีสิทธิรับเงินตามเช็ค อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้วร่วมกันนำเช็คไปเรียกเก็บเงินและเบียดบังเงินนั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตอันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยทั้งสี่กระทำไปโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิด มาตรา 157 การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 151, 157 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 48,510 บาท แก่องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้ม จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151 การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี และปรับ 8,000 บาท จำเลยที่ 4 จำคุก 5 ปี โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 4 คืนเงิน 48,510 บาท แก่องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้ม ข้อหาและคำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าพนักงาน โดยจำเลยที่ 1 เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้ม มีหน้าที่ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามกฎหมาย และเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าส่วนการคลังองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้ม มีหน้าที่เกี่ยวกับการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน หรืองานเกี่ยวกับการเงินการบัญชีตามที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ข้อ 5 (10) และเป็นผู้ควบคุม กำกับดูแล รับผิดชอบภายในส่วนการคลัง จำเลยที่ 3 เป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้ม มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามนโยบาย และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดหรือตามที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมอบหมาย ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 60/1 และจำเลยที่ 4 เป็นนักวิชาการเงินและบัญชี 3 องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้ม มีหน้าที่ในการจัดทำรายงานการจัดทำเช็ค และติดตามประสานให้ผู้มีสิทธิรับเงินตามเช็คมารับไปโดยเร็วภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายลงนามในเช็ค หรือดำเนินการนำออกไปจ่ายให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 4 จัดทำเช็คโดยกรอกข้อความลงในเช็คธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาภูกระดึง เลขที่ 579xxxx โดยระบุวันที่ 8 ธันวาคม 2554 สั่งจ่ายเงินจำนวน 48,510 บาท ให้แก่ร้านราชสีห์คอมพิวเตอร์เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อวัสดุอุปกรณ์ แต่ไม่ขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือและไม่ขีดคร่อมเช็ค แล้วนำเช็คนั้นไปให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ข้อ 69 (1) จากนั้นแทนที่จำเลยที่ 4 จะประสานเจ้าของร้านราชสีห์คอมพิวเตอร์ให้มารับเช็คไปภายในสิบห้าวันนับตั้งแต่วันสั่งจ่ายหรือนำเช็คออกไปส่งมอบแก่เจ้าของร้านราชสีห์คอมพิวเตอร์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยส้มที่ 389/2553 จำเลยที่ 4 กลับนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารแล้วเอาเงินนั้นไปเป็นของตน สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสี่ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าพนักงาน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2330/2562 · ทนอย Thanoy