คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2567
ฎีกาที่ 2337/2567
หลักกฎหมาย
ตามสัญญาวงเงินสินเชื่อกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2556 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้สินเชื่อตามจำนวนเงินที่กำหนดในสัญญาอีกหลายงวด โดยธนาคารยอมรับไว้และไม่ปรากฏว่าธนาคารโต้แย้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ถือเป็นกรณีที่ธนาคารผ่อนผันการผิดนัดของจำเลยที่ 1 จนต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีเมื่อไม่ชำระหนี้ในงวดถัดไป โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564 จึงเป็นกรณีที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 เกินกว่า 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นเฉพาะความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่)
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 66,656.79 บาท พร้อมค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 32,760.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 42,482.48 บาท พร้อมค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงิน 32,760.17 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 42,482.48 บาท พร้อมค่าชดเชยความเสียหายจากการผิดนัดของต้นเงิน 32,760.17 บาท อัตราร้อยละ 17 ต่อปีนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2561 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,087 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาวงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์กับธนาคาร อ. 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 วงเงิน 60,000 บาท ฉบับที่ 2 วงเงิน 130,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยสัญญาสินเชื่อฉบับที่ 1 กำหนดราคาขายบวกอัตรากำไรไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี เป็นเงินจำนวน 116,368.61 บาท สัญญาสินเชื่อฉบับที่ 2 กำหนดราคาขายบวกอัตรากำไรไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี เป็นเงินจำนวน 252,131.98 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อทั้งสองฉบับ ถึงวันที่ 5 กันยายน 2559 ซึ่งขณะนั้นอัตรากำไรอ้างอิงทั้งสองสัญญาเท่ากับอัตรา SPRR บวกค่าความเสี่ยงในอัตราร้อยละ 7.50 ต่อปี โดยอัตรา SPRR เท่ากับร้อยละ 8.50 ต่อปี ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2560 จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระทั้งสองรายการเป็นต้นเงิน 32,760.17 บาท กำไรค้างรับ 4,688.31 บาท และค่าชดเชยการผิดนัด 5,034 บาท รวม 42,482.48 บาท เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 ธนาคาร อ. ได้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่โจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันวงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์ทั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2555 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2556 อันเป็นการผิดนัดก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ แม้จำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2559 ภายหลังจากพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต้องพิจารณาตั้งแต่มีการผิดนัดครั้งแรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญาวงเงินสินเชื่อทั้งสองฉบับข้อ 5.1 กำหนดว่า เมื่อลูกค้าผิดนัดชำระหนี้วงเงินสินเชื่ออเนกประสงค์หรือไม่ชำระค่าธรรมเนียมหรือเงินจำนวนใด ๆ ตามจำนวนและ/หรือตามกำหนดเวลาในสัญญานี้...ให้ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดผิดสัญญาก็ตาม แต่ที่โจทก์อ้างว่าตามตารางการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2556 นั้น กลับปรากฏตามเอกสารว่า หลังจากวันที่ 8 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้สินเชื่องวดละ 1,400 บาท และงวดละ 2,900 บาท ตามจำนวนเงินที่กำหนดในสัญญาอีกหลายงวด โดยธนาคารยอมรับไว้และไม่ปรากฏว่าธนาคารโต้แย้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ถือเป็นกรณีที่ธนาคารผ่อนผันการผิดนัดของจำเลยที่ 1 จนต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้นับถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ในงวดถัดไป คือ นับถัดจากวันที่ 10 ตุลาคม 2559 ซึ่งสัญญามีการกำหนดชำระหนี้เป็นเวลาแน่นอน ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีเมื่อไม่ชำระหนี้ในงวดถัดไป โจทก์ไม่จำต้องมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดแก่คู่สัญญาอีก ซึ่งเป็นการผิดนัดภายหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ภายใน 6
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง