ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 2348/2552

หลักกฎหมาย

โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ.2533 มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการ การเรียน การสอน การวิจัยและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเป็นหลัก ส่วนการดำเนินภารกิจด้านฟาร์มธุรกิจเป็นเพียงเพื่อประโยชน์ในการเรียน การสอน และการวิจัย มิใช่เป็นการดำเนินธุรกิจเป็นเอกเทศเพื่อประโยชน์ทางการค้าเป็นสำคัญ และหากจะมีผลกำไรขึ้นมาบ้างก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า การซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ที่มีกำหนดอายุความ 2 ปี และกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม มาตรา 193/30

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพขั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมปรับแปลง ถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม พาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเป็นหน่วยงานของโจทก์ มีหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางของสำนักวิชาการในการดำเนินภารกิจด้านการเรียนการสอน การวิจัยและฟาร์มธุรกิจโดยโจทก์มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทวี รักษาการแทนอธิการบดีเป็นผู้ทำการแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้านม ผลิตภัณฑ์จากนมและน้ำผลไม้ทุกชนิด จำเลยที่ 1 เลิกห้างเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีขณะฟ้องยังมิได้มีการยื่นคำขอจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ จากฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีหน่วยงานของโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 411,807 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับมอบนมที่ซื้อแต่ละครั้ง ณ หน่วยงานของโจทก์ดังกล่าวไปครบถ้วนแล้ว โดยตกลงชำระค่านมเป็นรายเดือน ตามวันที่กำหนดไว้ในใบวางบิลของโจทก์ ดังนี้คือ ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ ไปจากโจทก์รวม 17 ครั้ง เป็นเงิน 142,488.95 บาท กำหนดชำระเงินในวันที่ 31 สิงหาคม 2541 ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ ไปจากโจทก์ รวม 8 ครั้ง เป็นเงิน 76,183.85 บาท กำหนดชำระเงินในวันที่ 25 กันยายน 2551 ระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ ไปจากโจทก์ รวม 12 ครั้ง เป็นเงิน 82,431.40 บาท กำหนดชำระเงินในวันที่ 25 กันยายน 2541 ระหว่างวันที่ 2 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ ไปจากโจทก์ รวม 10 ครั้ง เป็นเงิน 50,894.30 บาท กำหนดชำระเงินในวันที่ 25 ตุลาคม 2541 ระหว่างวันที่ 16 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ ไปจากโจทก์ รวม 7 ครั้ง เป็นเงิน 39,592 บาท กำหนดชำระเงินในวันที่ 25 ตุลาคม 2541 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อนมชนิดต่างๆ ไปจากโจทก์ รวม 4 ครั้ง เป็นเงิน 20,216.50 บาท กำหนดชำระเงินในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 ครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินค่านมแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดเวลาที่แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 จำนวน 83,674.32 บาท และ 8,800.26 บาท ตามลำดับ รวมดอกเบี้ยทั้งหมด 92,474.58 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 504,281.58 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 504,281.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 411,807 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาซื้อขายนมกับโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2541 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 504,281.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 411,807 บาท นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2544 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 411,807 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 142,488.95 บาท นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2541 ต้นเงิน 76,183.85 บาท และ 82,431.40 บาท นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2541 ต้นเงิน 50,894.30 บาท และ 39,592 บาท นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2541 และต้นเงิน 20,216.50 บาท นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ.2533
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2348/2552 · ทนอย Thanoy