คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2532
ฎีกาที่ 2351/2532
หลักกฎหมาย
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของจำเลยมิได้ระบุห้ามก่อการวิวาทหรือชกต่อยกันนอกโรงงานหรือบริษัทฯ แต่ สาเหตุที่โจทก์ชกต่อยพนักงานระดับหัวหน้างานในแผนกเดียว กับโจทก์ก็เนื่องมาจากการปฏิบัติงานในหน้าที่ของหัวหน้างาน แม้จะเป็นการกระทำนอกโรงงานหรือบริษัทของจำเลย ก็ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการแตกแยกความสามัคคีในหมู่ พนักงานด้วยกันของจำเลย และอาจเป็นเหตุให้กระทบกระเทือนต่อการดำเนินงานของจำเลยตลอดจนอำนาจบังคับบัญชาของหัวหน้างานต่อไปในภายหน้า การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยเสียหายจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ชกต่อยหัวหน้างานนอกเวลาทำงานและนอกบริเวณโรงงานหรือบริษัทของจำเลย กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ได้ กระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตน ให้ลุล่วงไปโดย ถูกต้องและสุจริตตาม ความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583แต่เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงตาม บทมาตราดังกล่าว ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 6กำหนดว่า "ในวันทำงาน ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักติดต่อกันไม่น้อยกว่าวันละหนึ่งชั่วโมง หลังจากลูกจ้างได้ ทำงานในวันนั้นมาแล้วไม่เกินห้าชั่วโมง ฯลฯ" เมื่อนายจ้างไม่จัดให้ลูกจ้างได้ มีเวลาพัก 1 ชั่วโมง ย่อมเป็นการขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว ทำให้ลูกจ้างต้อง ทำงานเกินกว่าเวลาทำงานปกติไปจำนวนวันละ 1 ชั่วโมงเต็ม ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องเป็นค่าจ้างส่วนที่ทำงานเกินไปนี้จากนายจ้าง โดยเฉลี่ยจากค่าจ้างของแต่ละวันที่ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง สิทธิที่จะได้รับค่าครองชีพเป็นสิทธิที่กำหนดขึ้นตาม บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างมีสิทธิกำหนดหรือตกลง ให้เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของนายจ้างได้ เมื่อนายจ้างได้ บันทึกข้อตกลงไว้ว่า ลูกจ้างประจำเท่านั้นที่มีสิทธิได้รับค่าครองชีพก็ต้อง เป็นไปตามนั้นแม้ลูกจ้างชั่วคราวซึ่ง ทำงานติดต่อกันมาเกินกว่า 120 วัน และมีสิทธิเช่นเดียวกับลูกจ้างประจำ ก็ย่อมหมายถึง สิทธิที่ลูกจ้างประจำมีอยู่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานเท่านั้น เมื่อโจทก์มิได้เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยในระหว่างกำหนดเวลาที่โจทก์เรียกร้องค่าครองชีพ จำเลยก็ไม่ต้องจ่ายค่าครองชีพให้แก่โจทก์.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหาย ค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าจ้างที่จำเลยให้โจทก์ทำงานในเวลาพักค่าจ้างที่ค้างจ่ายและเงินสะสม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จ่ายเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของเงินค่าจ้างและเงินค่าครองชีพที่ค้างชำระทุก ๆ ระยะ 7 วันนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไป หรือพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของเงินค่าจ้างและค่าครองชีพที่ค้างชำระ นับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ก่อนนั้นโจทก์เป็นลูกจ้างชั่วคราว ทำงานครบ 1ปี จึงได้บรรจุเป็นลูกจ้างประจำ จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดอย่างร้ายแรงโดยทำร้ายผู้ช่วยหัวหน้าแผนกซึ่งมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์โดยสาเหตุจากการทำงาน นอกจากนี้จำเลยยังเคยทุจริตและเลิกงานก่อนเวลาโดยมิได้รับอนุญาต การเลิกจ้างของจำเลยจึงมิใช่การเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ค่าชดเชยค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างและค่าครองชีพ เพราะจำเลยไม่เคยสั่งให้โจทก์ทำงานในช่วงเวลาพัก ส่วนค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2531 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2531จำเลยจ่ายให้โจทก์แล้ว จึงไม่ต้องจ่ายให้โจทก์ สำหรับค่าครองชีพตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2529 ถึงมกราคม 2530 โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเพราะระเบียบการจ่ายค่าครองชีพนั้น จำเลยจะจ่ายให้แก่ลูกจ้างที่ได้รับบรรจุเป็นลูกจ้างประจำเท่านั้น ซึ่งระหว่างนั้นโจทก์ยังเป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่ ส่วนเงินสะสมนั้นจำเลยพร้อมจ่าย หากแต่โจทก์ไม่ติดต่อขอรับเอง ขอให้ยกฟ้อง ในชั้นพิจารณาโจทก์แถลงว่า ค่าจ้างตามฟ้องข้อ 3.2 (ค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2531 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2531เป็นเงิน 500.50 บาท) และเงินสะสมตามฟ้องข้อ 4 จำนวน 2,000 บาทโจทก์ได้รับไปจากจำเลยครบถ้วนแล้ว จึงไม่ติดใจเรียกร้องเอาจากจำเลยอีก ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ชกต่อยทำร้ายนายศักดา ทิพย์นุช ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกซึ่งมีฐานะเป็นหัวหน้างานคนหนึ่งในแผนกของโจทก์ ด้วยสาเหตุที่นายศักดาไม่เปิดให้โจทก์ทำงานพิเศษ ทำให้โจทก์ขาดรายได้ จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควรไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์เริ่มเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2530 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย นายศักดา ไม่มีฐานะเป็นนายจ้าง การที่โจทก์ชกต่อยนายศักดาถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำผิดอาญา โดยเจตนาแก่นายจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47 (1)เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ การที่โจทก์ชกต่อยนายศักดาซึ่งเป็นพนักงานระดับหัวหน้างานในแผนกเดียวกับโจทก์ด้วยสาเหตุเกี่ยวกับการทำงาน ถือได้ว่าโจทก์กระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไป โดยถูกต้องและสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าจ้างที่ไม่ได้หักในระหว่างเวลาทำงานวันละ 1 ชั่วโมง จากจำเลย ในเดือนสิงหาคม 2529 ถึงเดือนมกราคม 2530 โจทก์ยังเป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าครองชีพตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย ล.9 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน8,130 บาท พร้อมด้วยดอกเบั้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2531 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ทำร้ายนายศักดา ทิพย์นุช หลังเวลาเลิกงานแล้ว และเป็นการกระทำนอกบริเวณโรงงานของจำเลย ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 54 มิได้ครอบคลุมถึง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงยังไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 54 มิได้ระบุห้ามการก่อการวิวาทหรือชกต่อยกันนอกโรงงานหรือบริษัทฯ ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าสาเหตุที่โจทก์ชกต่อยนายศักดาซึ่งเป็นพนักงานระดับหัวหน้างานในแผนกเดียวกับโจทก์ เนื่องจากนายศักดาไม่เปิดให้โจทก์ทำงานพิเศษจึงเป็นการทำร้ายนายศักดาเนื่องมาจากการปฏิบัติงานในหน้าที่แม้จะเป็นการกระทำนอกโรงงานหรือบริษัทของจำเลยก็ตาม ก็ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการแตกแยกความสามัคคีในหมู่พนักงานด้วยกันของจำเลยและอาจเป็นเหตุให้กระทบกระเทือนต่อการดำเนินงานของจำเลย ตลอดจนอำนาจบังคับบัญชาของนายศักดาต่อไปในภายหน้าอีกด้วย การกระทำของโจทก์ดังกล่าว ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยเสียหาย ดังนั้น ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมดังที่โจทก์อุทธรณ์
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง