ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 2364/2545

หลักกฎหมาย

ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำแถลงรับของคู่ความพอวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แต่โจทก์อุทธรณ์ว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี ศาลแรงงานกลางต้องสั่งให้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ระบุว่า ในระหว่างระยะเวลาทดลองงาน หากจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจหรือด้วยเหตุผลอื่นใดจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะยกเลิกการจ้างงานโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องเงินค่าชดเชย เมื่อจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจจึงบอกเลิกสัญญาจ้าง อันเป็นการเลิกจ้างตามข้อตกลงที่ระบุไว้ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กรณีจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ข้อตกลงทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หมายถึงนายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างให้ทำงานโดยมีเวลาทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หากผ่านการทดลองงานนายจ้างจะจ้างต่อไป ถ้าไม่ผ่านการทดลองงานนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเลิกจ้างได้นำบทบัญญัติมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบัญญัติไว้ในมาตรา 17 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับการเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่นได้ และบทบัญญัติมาตรา 17 มิได้มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่างทดลองงานนั้นไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าเหตุกรณีใดกรณีหนึ่งในสามกรณีตามมาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคสุดท้าย จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามมาตรา 17 วรรคสองและวรรคสี

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม2543 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเงินเดือนเดือนละ26,000 บาท และค่าบริการเดือนละ 2,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 4 บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2543 โดยโจทก์ไม่มีความผิดและจำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าจำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เป็นเวลา 1 เดือน 21 วัน เป็นเงิน 47,600 บาท จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โจทก์ได้รับความเสียหายขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 1,344,000 บาท จำเลยที่ 2เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 บุคคลทั้งสามจึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ต้องร่วมกันใช้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงานทดลองงานมีกำหนด 120 วัน นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2543 โดยตกลงกันล่วงหน้าว่าหากจำเลยที่ 1 พิจารณาเห็นว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่น่าพอใจจำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกจ้างได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าจำเลยที่ 1 อาศัยสิทธิตามสัญญาดังกล่าวเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และกรณีไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยดังกล่าวจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ไม่มีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลแรงงานกลางอนุญาต คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2543 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคลได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 28,000 บาท กำหนดทดลองงาน 120 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 27 กรกฎาคม2543 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1 จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการ ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1เลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่น่าพอใจ จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 5ที่ให้สิทธิจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ในระหว่างทดลองงานได้ใช้บังคับได้เพราะในช่วงทดลองงานนายจ้างเป็นฝ่ายประเมินผลงานว่าสมควรจ้างลูกจ้างต่อไปหรือไม่ แต่จำเลยที่ 1 ต้องบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง เมื่อไม่บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่าหากจำเลยที่ 1 เห็นว่าผลงานของโจทก์ไม่น่าพอใจก็เลิกจ้างในช่วงทดลองงานได้ จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 47,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะจ่ายเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเพียงกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโดยไม่สืบพยานโจทก์และพยานจำเลย เพียงแต่ให้คู่ความรับข้อเท็จจริงทำให้โจทก์ไม่สามารถสืบพยานให้ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่าผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจนั้นไม่เป็นความจริง และจำเลยที่ 1ก็มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีการประเมินผลงานของโจทก์ในระหว่างทดลองงานหรือไม่ และผลการประเมินไม่เป็นที่พอใจจำเลยที่ 1 อย่างไร การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำแถลงรับของคู่ความพอวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แต่โ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2364/2545 · ทนอย Thanoy