ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534

ฎีกาที่ 2369/2534

หลักกฎหมาย

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นมจำกัด ลูกหนี้แล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ รวมทั้งการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 22 ดังนั้น เมื่อมีกรณีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของบริษัทลูกหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีอำนาจที่จะฟ้องคดีได้ เดิมจำเลยที่ 1 ออกทุนช่วยการก่อสร้างเป็นเงินประมาณ 3 ล้านบาท แล้วบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ ตกลงให้จำเลยที่ 1เช่าตึกอาคารและโรงงานพิพาทมีกำหนด 20 ปี ซึ่งต่อมาได้มีการจดทะเบียนการเช่าไว้ตามหนังสือสัญญาเช่าลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2513ข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 เช่ามีกำหนด 20 ปีดังกล่าว มีลักษณะเป็นการต่างตอบแทนนอกเหนือจากสัญญาเช่าที่ได้จดทะเบียนไว้ ความผูกพันระหว่างคู่กรณีจึงมิใช่เฉพาะที่ปรากฏในสัญญาเช่าเท่านั้น แต่ต้องผูกพันต่อกันในลักษณะของสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาดังนั้น ถึงแม้ต่อมาการจดทะเบียนการเช่าระหว่างบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ กับจำเลยที่ 1 จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลบทะเบียนการเช่าในคดีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัดฟ้องบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้และจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยก็เป็นกรณีที่การเช่าที่จดทะเบียนไว้นั้นถูกลบไปเพื่อประโยชน์ของธนาคารกรุงไทย จำกัด เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ในการที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์จำนอง ในทางที่มิให้มูลค่าของทรัพย์จำนองต้องลดลงเพราะมีภาระติดพันในเรื่องการเช่าที่จดทะเบียนไว้เท่านั้นไม่มีผลที่จะเป็นการยกเลิกหรือเพิกถอนข้อตกลงอันเป็นการต่างตอบแทนระหว่างบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ กับจำเลยที่ 1การที่สัญญาต่างตอบแทนระหว่างคู่กรณียังมีอยู่ แม้ต่อมาบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งได้เข้ามาจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483ก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาต่างตอบแทนของลูกหนี้ผู้ล้มละลายที่มีอยู่เดิม และแม้ว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาก็ตามแต่กรณีการฟ้องคดีนี้นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้ใช้อำนาจตามบทกฎหมายดังกล่าว คงอ้างสิทธิในการขับไล่จำเลยที่ 1โดยอาศัยผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดให้ลบสิทธิการเช่าจากทะเบียนเท่านั้นซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจนำมาอ้างเพื่อลบล้างหรือยกเลิกข้อตกลงอันเป็นการต่างตอบแทนระหว่างบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ผู้ล้มละลายกับจำเลยที่ 1 ได้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยังไม่มีอำนาจที่จะฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1เพราะสิทธิที่จะอยู่ในที่พิพาทตามสัญญาต่างตอบแทนของจำเลยที่ 1นั้นยังมีผลบังคับอยู่ กรณีนี้ สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์จะขอให้ขับไล่ได้หรือไม่ก็อยู่ที่ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิให้เช่าช่วงทรัพย์ที่ตนมีข้อตกลงเป็นการต่างตอบแทนกับบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้หรือไม่ซึ่งตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าที่จดทะเบียนไว้ระบุไว้ชัดแจ้งว่า"ผู้เช่ารับว่าจะไม่เอาสถานที่เช่านี้ไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงหรือโอนต่อไปอีกทอดหนึ่งเป็นอันขาด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ให้เช่าก่อน" อันเป็นการแสดงว่าข้อตกลงที่เป็นการต่างตอบแทนกันระหว่างบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้กับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 จะนำทรัพย์ที่เช่าไปให้เช่าช่วงไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ยินยอมให้เช่าช่วงตามสัญญาแล้วจำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะเข้ามาอยู่ในทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะอยู่โดยอาศัยสัญญาต่างตอบแทน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ออกไปได้ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเรื่องค่าเสียหายไว้ว่า"ค่าเสียหายของโจทก์มีหรือไม่เพียงใด" ประเด็นที่กำหนดไว้ดังกล่าวจึงไม่มีข้อที่จะต้องวินิจฉัยว่ามีการปลดหนี้ค่าเช่าตามที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นมาในฎีกา เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นของศาลชั้นต้นไว้ถือว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นไว้เท่านั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ให้ สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งเช่าช่วงตึกอาคารและโรงงานพิพาทจากจำเลยที่ 2 อีกต่อหนึ่งนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจะนำทรัพย์ของบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ไปให้เช่าช่วง เมื่อมีการนำไปให้เช่าช่วงจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจ การที่จำเลยที่ 3เข้าไปอยู่ในอาคารอันเป็นทรัพย์ของบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัดลูกหนี้ จึงเป็นการเข้าไปอยู่โดยละเมิดตั้งแต่ต้น มิใช่จะเป็นละเมิดเมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 3 ออกจากอาคาร จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดในการที่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในอาคารที่พิพาทด้วยส่วนเรื่องค่าเสียหายที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดเป็นหนี้รายเดียวกันกับที่จำเลยที่ 3 พิพาทกับโจทก์ในอีกคดีหนึ่งนั้น มิใช่ประเด็นที่ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสองศาลฎีกาไม่เห็นสมควรที่จะรับวินิจฉัย.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2513 ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามโลหะพันธุ์ ฟ้องขอให้บริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ล้มละลายต่อศาลแพ่ง คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2518 และศาลแพ่งพิพากษาให้บริษัทลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2520 บรรดาอำนาจจัดกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้จึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช 2483 บริษัทลูกหนี้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกอาคารและโรงงานพิพาท ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 18057 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2510 บริษัทลูกหนี้ได้นำตึกอาคารและโรงงานชั้นล่างชั้นบน เนื้อที่ 752 ตารางวา ให้จำเลยที่ 1 เช่ามีกำหนด20 ปี ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2510 ค่าเช่ารวม 4,917,800 บาทและได้มีการจดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2513หลังจากได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เช่าตึกอาคารและโรงงานแล้วแต่ก่อนจดทะเบียนการเช่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2510 บริษัทลูกหนี้ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 18057 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัดเป็นเงิน 19,000,000 บาท เพื่อเป็นประกันหนี้ของตนเอง ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2516 จำเลยที่ 1 ได้นำตึกอาคารและโรงงานที่เช่าจากบริษัทลูกหนี้ไปให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วงมีกำหนด 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท ครบสัญญาแล้วมีการต่อสัญญาเช่าช่วงออกไปอีก 3 ปี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2518 จำเลยที่ 2 ผู้เช่าช่วงได้นำตึกอาคารและโรงงานที่เช่าช่วงจากจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงต่อไปในพื้นที่ 1,752 ตารางเมตร มีกำหนด 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ30,660 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2518 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม2521 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2523 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายเรื่องนี้ธนาคารกรุงไทย จำกัด เจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้แจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบว่า ธนาคารกรุงไทย จำกัด ได้ฟ้องบริษัทลูกหนี้ผู้ให้เช่า และบริษัทผลิตภัณฑ์ป๊อบ จำกัด ผู้เช่า ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการเช่าตึกอาคารและโรงงานตามสัญญาเช่าลงวันที่ 3 พฤษภาคม2510 ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาให้ลบสิทธิการเช่าเสียแล้วตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2521 จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจนำทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ไปให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วง และจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจนำไปให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงอีกต่อหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 นำทรัพย์สินดังกล่าวไปให้เช่าช่วงจึงไม่ผูกพันบริษัทลูกหนี้อีกต่อไป จำเลยทั้งสามจะต้องชดใช้ค่าเสียหายในการนำทรัพย์สินไปใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2521 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ลบสิทธิการเช่าเป็นต้นไป โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามออกจากสถานที่เช่าแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ยอมออกจากสถานที่เช่า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สิน หากให้บุคคลอื่นเช่าจะได้รับค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,660 บาท เท่าที่จำเลยที่ 3 เช่าจึงขอเรียกค่าเสียหายเดือนละ 30,660 บาท ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม2521 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 866,656 บาท และเดือนละ 30,660 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะออกไปจากสถานที่เช่าและส่งมอบตึกอาคารโรงงานให้แก่โจทก์ในสภาพเดิม ขอให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากสถานที่เช่า และส่งมอบตึกอาคารโรงงานแก่โจทก์ในสภาพเดิม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 866,656 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 30,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากสถานที่เช่า จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้ลบสิทธิการเช่านั้น มิได้ให้อำนาจโจทก์ฟ้องขับไล่เป็นคดีนี้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับจำนองขายทอดตลาดทรัพย์ที่ให้เช่าเพียงแต่ไม่ให้กระทบกระเทือนในการใช้หนี้จำนองเท่านั้น การจดทะเบียนการเช่า20 ปี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทลูกหนี้นั้นได้กระทำกันก่อนฟ้องล้มละลาย เป็นการเช่าที่มีสิทธิต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพราะจำเลยที่ 1 ได้ร่วมลงทุนออกเงินค่าก่อสร้างอาคารโรงงานพิพาทให้แก่บริษัทลูกหนี้เป็นเงิน 3 ล้านบาทไปแล้ว แม้การจดทะเบียนการเช่าจะถูกลบเสียจากทะเบียนเพราะเหตุที่จดทะเบียนภายหลังการจดทะเบียนจำนองก็ไม่ทำให้บริษัทลูกหนี้ผู้ให้เช่าจะมาสวมสิทธิฟ้องขับไล่ได้ การที่บริษัทลูกหนี้นำทรัพย์ที่ให้เช่าไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารภายหลัง เป็นการประพฤติผิดสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายถูกลบสิทธิการเช่าไปก่อนกำหนด 7
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2369/2534 · ทนอย Thanoy