คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 237/2540
หลักกฎหมาย
เดิมที่ดินโฉนดเลขที่610เป็นของบิดาจำเลยที่1เคยให้โจทก์ทั้งสองเช่าบางส่วนเมื่อบิดาจำเลยที่1ถึงแก่ความตายจำเลยที่1ได้รับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วนำไปแบ่งขายให้แก่โจทก์ทั้งสองขณะที่เช่าที่ดินกับบิดาจำเลยที่1บิดาจำเลยที่1อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองเดินผ่านที่ดินพิพาทหลังจากนั้นจำเลยที่1ก็ได้ให้โจทก์ทั้งสองเดินผ่านที่ดินพิพาทดังกล่าวการที่โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิเดินผ่านที่ดินพิพาทจึงเป็นการได้รับอนุญาตให้มีสิทธิเดินผ่านจากบิดาจำเลยที่1และตัวจำเลยที่1นั่นเองโจทก์ทั้งสองมิได้เดินในที่พิพาทโดยอาศัยอำนาจแห่งตนและขณะนั้นที่ดินดังกล่าวยังเป็นที่ดินแปลงเดียวกันอยู่กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องการมีสิทธิเหนือที่ดินแปลงหนึ่งประโยชน์ของที่ดินอีกแปลงหนึ่งเมื่อปรากฎว่าโจทก์ที่1เพิ่งจะซื้อที่่ดินจากจำเลยที่1เมื่อวันที่16กุมภาพันธ์2524โจทก์ที่2ซื้อที่ดินจากจำเลยที่1เมื่อวันที่22กุมภาพันธ์2527นับถึงวันฟ้องวันที่31มกราคม2534ยังไม่ครบ10ปีถึงแม้หากโจทก์ทั้งสองจะใช้สิทธิโดยอำนาจแห่งตนโดยพลการเดินผ่านที่ดินพิพาทของจำเลยที่1ตั้งแต่ซื้อที่ดินจากจำเลยที่1ก็หาอาจได้สิทธิภารจำยอมในทางเดินในที่ดินพิพาทดังกล่าวไม่ ที่โจทก์ที่2อ้างว่าในการซื้อที่ดินจากจำเลยที่1จำเลยที่1เคยทำสัญญาไว้ว่าเมื่อซื้อที่ดินแล้วจะเปิดทางให้ทำถนนนั้นก็ปรากฎว่าสัญญาดังกล่าวกระทำกันระหว่างจำเลยที่1กับส.มิได้กระทำกับโจทก์ที่2ซึ่งโจทก์ที่2เองก็เบิกความว่าขณะทำสัญญาดังกล่าวโจทก์ที่2ได้หย่าขาดกับส.แล้วและมิได้มีการจดทะเบียนให้ทางเดินในที่ดินพิพาทเป็นทางเดินภารจำยอมไว้ทั้งสัญญาซื้อขายดังกล่าวก็เป็นบุคคลสิทธิบังคับได้ระหว่างจำเลยที่1กับส. ไม่มีเหตุที่โจทก์ที่2จะนำสัญญาดังกล่าวมาบังคับให้จำเลยที่1ต้องปฏิบัติตามเพื่อประโยชน์ของโจทก์ที่2ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาได้ ขณะที่โจทก์ที่2สร้างถนนคอนกรีตบางส่วนบนที่ดินพิพาทนั้นจำเลยที่1อนุญาตให้โจทก์ที่2ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเดินอยู่การสร้างถนนคอนกรีตของโจทก์ที่2จึงเป็นการสร้างโดยได้รับอนุญาตเมื่อจำเลยที่2ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่อนุญาตให้โจทก์ที่2ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเดินต่อไปอีกโจทก์ที่2จึงต้องรื้อถนนคอนกรีตส่วนนี้ออกเมื่อโจทก์ที่2ไม่ยินยอมรื้อจำเลยที่2จึงชอบที่จะฟ้องแย้งบังคับโจทก์ที่2ให้รื้อถนนคอนกรีตดังกล่าวได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 3570 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 3479 ตำบลเขาน้อยอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3571 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กับจำเลยที่ 2 โดยโอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายเนื่องจากที่ดินโจทก์ทั้งสองอยู่ติดกับที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 1 ใช้รถยนต์เข้าออกผ่านที่ดินพิพาทสู่ถนนสาธารณประโยชน์กว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 5 เมตร ติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีจึงเป็นทางภารจำยอมและจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือกับสามีโจทก์ที่ 2 ว่ายอมเปิดทางให้ทำถนนรถยนต์เข้าออกในที่ดินพิพาทได้ซึ่งโจทก์ที่ 2 ก็ได้ทำถนนกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 8 เมตรใช้ติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 8 ปี เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2534จำเลยที่ 2 ได้ทำรั้วปิดกั้นทางภารจำยอม ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้รถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3571 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรีจังหวัดประจวบคิรีขันธ์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2รื้อถอนรั้วที่ปิดกั้นทางภารจำยอม หากจำเลยที่ 2 ไม่ยอมรื้อให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้รื้อโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม เดิมที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้โจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2524 และจดทะเบียนโอนขายให้โจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2527 โจทก์ทั้งสองไม่เคยใช้ทางผ่านที่ดินพิพาท แต่ใช้ทางหน้าบ้านของโจทก์ทั้งสองออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ หากโจทก์ทั้งสองใช้ทางในที่ดินพิพาทก็ยังไม่ถึง 10 ปี ขณะจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้โจทก์ที่ 2ก็ไม่มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ที่ 2 ใช้ทางในที่ดินพิพาทจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3571 ตำบลเขาน้อย อำเภอปรานบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนการได้มาโดยสุจริตโจทก์ทั้งสองบุกรุกที่ดินพิพาท โดยโจทก์ที่ 1 นำสัมภาระและอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบกิจการตลอดจนเศษวัสดุต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์มาไว้ในที่ดินพิพาทจำเลยที่ 2 ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน โจทก์ที่ 1 จึงขนย้ายไปส่วนโจทก์ที่ 2 เทพื้นปูนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทเป็นเนื้อที่ 8 ตารางเมตร เป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 2ได้รับความเสียหาย และการที่โจทก์ทั้งสองขอคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉินก่อนมีคำพิพากษาเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 2ทำรั้วในที่ดินพิพาทเป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 1,100 บาทกับค่าเสียหายวันละ 100 บาท และให้โจทก์ที่ 2 ชำระค่าเสียหายจำนวน1,650 บาท กับค่าเสียหายวันที่ 150 บาท นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 2 ทำรั้วเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ให้โจทก์ที่ 2 รื้อพื้นปูนคอนกรีตออกไปจากที่ดินพิพาทเป็นเนื้อที่ 8 ตารางเมตร เป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 2ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย และการที่โจทก์ทั้งสองขอคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉินก่อนมีคำพิพากษาเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามจำเลยที่่่ 2 ทำรั้วในที่ดินพิพาทเป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 จำนวน1,100 บาท กับค่าเสียหายวันละ 100 บาท และให้โจทก์ที่ 2ชำระค่าเสียหายจำนวน 1,650 บาท กับค่าเสียหายวันละ 150 บาท นับแต่วันที่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 2 ทำรั้วเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ให้โจทก์ที่ 2 รื้อพื้นปูนคอนกรีตออกไปจากที่ดินพิพาท หากโจทก์ที่ 2 ไม่รื้อ ให้จำเลยที่ 2เป็นผู้รื้อแทน โดยโจทก์ที่ 2 เป็นผู้รื้อแทน โดยโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองให้กาแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิที่จะนำสัมภาระ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ตลอดจนวัสดุในการประกอบกิจการไว้ในบริเวณทีดินพิพาท เพราะโจทก์ที่ 1 มีสิทธิในทางภารจำยอมโจทก์ที่ 2 มีสิทธิเทพื้นปูนคอนกรีตลงบททางในที่ดินพิพาท เพราะเป็นทางภารจำยอมไม่เป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 2 ใช้ทางในที่ดินพิพาทเข้าออกติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 2 ทำรั้วในที่ดิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง