ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 2379/2548

หลักกฎหมาย

ป. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยและได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2532 แล้ว จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 และมาตรา 1778 การที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโจทก์จัดให้ ป. ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงขัดต่อหลักเกณฑ์ตามประกาศของโจทก์ข้อ 1 ข. (1) เพราะขณะโจทก์จัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์นั้นเป็นการกระทำภายหลังวันที่ 19 กันยายน 2532 ซึ่งเป็นวันออกประกาศอันเป็นเวลาภายหลังจากที่ ป. ได้มอบการครอบครองให้จำเลยไปแล้ว ป. จึงไม่ใช่เกษตรกรผู้ครอบครองที่ดิน การจัดให้ ป. เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ตลอดจนการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้ ป. จึงไม่ชอบ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโจทก์ฟ้องว่าได้ที่ดินพิพาทมาโดย ป. สละการครอบครองให้ มิได้ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นโจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท และไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทมาใช้ในการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2521 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอปักธงชัย และอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2521 โดยกำหนดให้ที่ดินในเขตท้องที่อำเภอดังกล่าวภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์จึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินและนำไปจัดการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกร บุคคลที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะโอนสิทธิไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2532 คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาประกาศให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินโครงการป่านครราชสีมา - ปักธงชัย และโครงการป่านครราชสีมา - ปักธงชัย - โชคชัย โดยให้เกษตรกรผู้ซึ่งมีสิทธิยื่นคำร้องขอคัดเลือกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามโครงการดังกล่าว ครั้นวันที่ 23 กันยายน 2532 นายเปลื้อง มงคล ได้ยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินตามประกาศต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา โดยนายเปลื้องไม่ได้อ้างว่าที่ดินพิพาทที่ขอเข้าทำประโยชน์เป็นที่ดินที่มีหลักฐานทางที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 493 หมู่ที่ 7 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ถือได้ว่านายเปลื้องสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทตามหลักฐานทางที่ดินดังกล่าว และขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของโจทก์แทน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาได้พิจารณาคัดเลือกให้นายเปลื้องเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา และออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) แก่นายเปลื้อง ดังนั้น นายเปลื้องซึ่งได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2536 จำเลยได้นำหลักฐานทางที่ดินในที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 493 ซึ่งนายเปลื้องได้สละเจตนาครอบครองแล้วมายื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย โดยอ้างว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายเปลื้องเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2532 เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการตามคำขอของจำเลย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมามีหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของจำเลย เจ้าพนักงานที่ดินทำการสอบสวนเปรียบเทียบ และมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลย หากโจทก์ไม่พอใจให้ดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง การที่จำเลยขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 493 โดยอ้างสิทธิครอบครองต่อจากนายเปลื้องผู้ขาย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เพราะที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนด ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต่อไป และห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัยออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยซื้อมาจากนายเปลื้องเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2532 ในราคา 264,000 บาท นายเปลื้องได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์นับแต่วันทำสัญญาจนถึงปัจจุบันโดยมีมีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ทั้งจำเลยไม่เคยยินยอมเข้าร่วมในการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่ดินพิพาทของจำเลยไม่ปรากฏว่าเป็นที่ดินของรัฐที่โจทก์นำมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 และไม่ใช่ที่ดินเอกชนที่โจทก์ได้จัดซื้อหรือเวนคืนตามมาตรา 29 แต่เป็นที่ดินของจำเลยที่มีสิทธิครอบครองเพราะได้มีการแจ้งการครอบครองที่ดินมาตั้งแต่ปี 2498 และมีการครอบครองต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบันการที่โจทก์นำที่ดินพิพาทของจำเลยไปดำเนินการตามโครงการปฏิรูปที่ดิน จัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน และออกหนังสืออนุญาตให้นายเปลื้องเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปทีดินเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์และนายเปลื้องไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้อง กับให้เพิกถอนการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินที่โจทก์ให้แก่นายเปลื้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2379/2548 · ทนอย Thanoy