คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563
ฎีกาที่ 2381/2563
หลักกฎหมาย
ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 50 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนนั้น ไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่การคำนวณลดโทษไม่ถูกต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 289, 362, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน ลูกกระสุนปืนเสียสภาพและกระเป๋าสีดำสำหรับใส่กระสุนปืนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ข้อหาบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ และรับว่าฆ่าผู้ตายที่ 1 แต่กระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 365 (1) (2) ประกอบมาตรา 362, 364 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 และฐานบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานฆ่าผู้ตายที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานฆ่าผู้ตายที่ 1 ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้หนึ่งในสาม จำคุก 50 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน ลูกกระสุนปืนเสียสภาพและกระเป๋าสีดำสำหรับใส่กระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า จำเลยเคยอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาววันนา ผู้ตายที่ 1 เมื่อผู้ตายที่ 1 เลิกรากับจำเลย ผู้ตายที่ 1 ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนายประชาธิป ผู้เสียหายที่ 2 นายอนุวัช ผู้ตายที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยกับนางจรวย ตามวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ผู้ตายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ไปรับประทานอาหารที่บ้านของนายวีระศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 มีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 Special ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 Special จำนวน 19 นัด เหน็บอยู่ที่เอวด้านซ้าย และผู้ตายที่ 1 กับผู้ตายที่ 2 ถูกยิงโดยอาวุธปืนที่จำเลยนำติดตัวไปถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลนิ้วกลางมือขวาฉีกขาด เอ็นนิ้วนางขาด กระดูกนิ้วแตก และมีแผลฉีกขาดที่ท่อนแขนซ้ายร่วมกับเอ็นขาด ภายหลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไปและถูกจับกุมที่บ้านหลังหนึ่งในคืนเกิดเหตุ พร้อมด้วยอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของกลาง ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับว่า บุกรุกเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุโดยมีอาวุธปืนติดตัวไป และใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้ตายที่ 1 จริง แต่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ จำเลยไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายที่ 2 และจำไม่ได้ว่า คืนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 ต่อสู้กันหรือไม่ สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง