ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534

ฎีกาที่ 2383/2534

หลักกฎหมาย

เจ้าพนักงานประเมินได้ขออนุมัติจำเลยที่ 1 กำหนดเงินได้สุทธิของโจทก์เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม ป. รัษฎากร มาตรา 49ดังนี้หากเงินจำนวนใดโจทก์นำสืบได้ว่า ได้จ่ายชำระหนี้ไปก็ถือไม่ได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในปีนั้น จึงต้องนำไปหักออกจากจำนวนเงินที่กำหนดเป็นเงินได้สุทธิของโจทก์.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 49กำหนดเงินได้สุทธิของโจทก์ปี 2521 เป็นเงิน 15,215,537.29 บาทและปี 2522 เป็นเงิน 17,339,530 บาท แล้วประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเรียกเก็บจากโจทก์ปี 2521 เป็นเงิน 10,581,535.07 บาทปี 2522 เป็นเงิน 12,106,266.23 บาท โจทก์เห็นว่าการประเมินเรียกเก็บของจำเลยไม่ถูกต้องจึงได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์โจทก์ไม่มีทรัพย์สินสุทธิเพิ่มตามที่จำเลยประเมิน การประเมินไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยทั้งห้าให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบมานั้นได้ความในเบื้องต้นว่าในปี พ.ศ. 2521 และ 2522นั้นมีหลักฐานว่าโจทก์มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจำนวน 15,235,537.29 บาทและ 17,359,530.12 บาท ตามลำดับคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ในปี พ.ศ. 2521 และ 2522 นั้น โจทก์มีหนี้สินอยู่หรือไม่ จำนวนเท่าในด และเมื่อนำหนี้สินที่มีอยู่ในแต่ละปีมาหักแล้วจะเหลือทรัพย์สินสุทธิของโจทก์ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีเป็นจำนวนเท่าใด พิเคราะห์แล้วสมควรวินิจฉัยในแต่ละปีแยกกันไป สำหรับในปีพ.ศ. 2521 นั้น โจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2521โจทก์เป็นลูกหนี้ธนาคารเอเชีย จำกัด ตามสัญญาจำนองเอกสารหมายจ.ล.2 แผ่นที่ 96 จำนวน 7,200,000 บาท ตามสัญญาจำนองเอกสารหมายจ.16 จำนวน 37,000,000 บาท ในวันที่ 27 ธันวาคม 2521เป็นลูกหนี้ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.ล.2 แผ่นที่ 97 จำนวน15,400,000 บาท ซึ่งถ้ารวมจำนวนหนี้ดังกล่าวของโจทก์ที่มีขึ้นในปี พ.ศ. 2521 มาหักกลบกับทรัยพ์สินของโจทก์ที่เพิ่มขึ้นในปีดังกล่าวจำนวน 15,215,537.29 บาท แล้วโจทก์จะไม่มีทรัพย์สินสุทธิที่เพิ่มขึ้นเลยนอกจากที่โจทก์อ้างว่าเป็นหนี้ธนาคารเอเชีย จำกัดตามที่กล่าวแล้วตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า ในปี พ.ศ. 2521นี้ โจทก์ยังเป็นลูกหนี้บุคคลอื่นอีก ได้พิจารณาสัญญาจำนองตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.ล.2 แผ่นที่ 96 และ 97 แล้ว ตามเอกสารดังกล่าวนั้นปรากฏให้เห็นเพียงว่าโจทก์เป็นผู้จำนองประกันหนี้ลูกหนี้ของธนาคารเอเชีย จำกัด ผู้รับจำนองเท่านั้น มิใช่หลักฐานที่แสดงให้เห็นเป็นการแน่นอนว่าโจทก์เป็นลูกหนี้ของธนาคารดังกล่าวและถึงแม้ว่าในเอกสารดังกล่าวจะมีข้อความระบุไว้ในทำนองเดียวกันทั้ง 3 ฉบับว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดิน...เพื่อประกันหนี้ทุกประเภทของผู้จำนอง (หมายถึงโจทก์) และหรือนิติบุคคลอื่นและบุคคลอื่นรวม 7 รายการ ก็มิได้หมายความว่า โจทก์จะเป็นหนี้ผู้รับจำนองในวันที่จดทะเบียนจำนองหรือในภายหลัง แต่อยู่ในปี พ.ศ. 2521ซึ่งถ้ามีจำนวนที่โจทก์เป็นลูกหนี้ธนาคารเอเชีย จำกัด ในปีดังกล่าวจริงโจทก์ก็สามารถที่แสดงหลักฐานบัญชีที่ธนาคารเจ้าหนี้มีอยู่ได้ แต่โจทก์ก็หาได้นำสืบแสดงหลักฐานดังกล่าวให้เห็นไม่คงเบิกความอ้างขึ้นมาลอย ๆ ว่าเป็นหนี้ตามจำนวนที่ปรากฏในสัญญาจำนอง ยิ่งกว่านั้นยังได้ความตามคำเบิกความของนางกัลชลีนิมมานเหมินท์ เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยว่า ในชั้นพิจารณาอุทธรณ์เจ้าหน้าที่ได้มีหนังสือสอบถามไปยังธนาคารผู้รับจำนองทางธนาคารผู้รับจำนองตอบมาว่าไม่มีหนี้สินส่วนตัวของผู้รับจำนองอันหมายถึงโจทก์ ทั้งตามหนังสือของธนาคารเอเชีย จำกัด ผู้รับจำนองเอกสารหมาย จ.ล.2 แผ่นที่ 23 ก็มีความระบุว่า หนี้สินอันเกิดจากการจำนองที่ดินตามสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันนั้น หนี้สินส่วนตัวของนายสุวิทย์ คัณธามานนท์ไม่มีอยู่กับธนาคารคงมีแต่หนี้สินอันเกิดจากการที่นายสุวิทย์ คัณธามานนท์ ค้ำประกันหนี้ของบุคคลอื่นเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าในปี พ.ศ. 2521นั้น โจทก์เป็นหนี้ธนาคารเอเชีย จำกัด ตามที่โจทก์อ้าง ดังนั้นข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ในปี พ.ศ. 2521 ไม่ชอบเพราะไม่นำหนี้สินของโจทก์มาหักก่อนนั้นจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนปี พ.ศ. 2522 นั้น โจทก์อุทธรณ์สรุปความได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินคำนวณทรัพย์สินสุทธิของโจทก์ไม่ถูกต้อง 3 ประการ คือ ประการแรกเจ้าพนักงานไม่นำหนี้สินของโจทก์ที่มีอยู่ในปีพ.ศ. 2521 ตามเอกสารหมาย จ.16 จำนวน 37,000,000 บาท มาหักจากทรัพย์สินที่เพิ่ม ข้อนี้นั้นได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้วว่าตามสัญญาจำนองหมาย จ.16 นั้น ฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นลูกหนี้ธนาคารเอเชีย จำกัด ผู้รับจำนอง จึงไม่มีหนี้ที่จะนำมาหักทอนจากทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น ประการที่สองนั้นโจทก์อ้างว่า เจ้าพนักงานประเมินนำหนี้ที่โจทก์เป็นลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีธนาคารทหารไทย จำกัด จำนวน2
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2383/2534 · ทนอย Thanoy