ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 2394/2543

หลักกฎหมาย

เจ้าพนักงานผู้ทำหน้าที่สืบสวนและจับกุมได้ดำเนินงานสืบสวนเป็นระบบขั้นตอนและต้องใช้ระยะเวลาต่อเนื่องนานถึงหนึ่งเดือนครึ่งจึงจับกุมจำเลยแปดคนในคดีอาญาอีกคดีหนึ่ง อีกทั้งในการปฏิบัติงานก็ได้มีการถ่ายรูปและทำรายงานการปฏิบัติงานไว้โดยตลอด ทั้งสารเคมีที่ตรวจยึดได้มีลักษณะเดียวกันกับถังสารเคมีที่มีผู้ไปรับจากจำเลย จึงมีน้ำหนักรับฟังได้แน่ชัดแล้วว่าจำเลยร่วมอยู่ในขบวนการของกลุ่มในการลักลอบผลิตวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 โดยสนับสนุนจำเลยแปดคนในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งผลิตเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ส่วนการที่เจ้าพนักงานมิได้จับกุมจำเลยในขณะที่เห็นเหตุการณ์นั้น เนื่องจากคนร้ายกลุ่มนี้กระทำผิดเป็นขบวนการ การที่เจ้าพนักงานจะเข้าจับกุมทันทีในเหตุการณ์ตอนหนึ่งตอนใดหรือไม่ ย่อมเป็นไปได้ที่จะต้องคำนึงถึงผลสำเร็จในการปราบปรามในภาพรวมทั้งหมดเป็นสำคัญการไม่เข้าจับกุมจำเลยทันทีจึงหาเป็นข้อผิดปกติไม่ จำเลยเพียงแต่จัดหาสารเคมีเพื่อใช้ผลิตวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ให้แก่กลุ่มผู้ผลิต แต่มิได้เข้าไปร่วมผลิตหรือกระทำการใดอันเป็นการสนับสนุนให้จำเลยในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ที่ผลิตขึ้นจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต คงมีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวผลิตเมทแอมเฟตามีน อีกทั้งจะนำพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6(1) มาปรับบทโดยระวางโทษจำเลยเช่นเดียวกับตัวการก็มิได้ เพราะคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้อ้างถึงพระราชบัญญัติฉบับนี้มาเป็นบทที่ขอให้ลงโทษจำเลย ย่อมถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นรถยนต์กระบะมิตซูบิชิ สีน้ำตาลทอง หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ค-7658 กรุงเทพมหานคร พร้อมกุญแจ 1 ดอก ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 6(1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 จำคุก 20 ปี ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นรถยนต์กระบะมิตซูบิชิ คันหมายเลขทะเบียนป้ายแดง ค-7658 กรุงเทพมหานคร พร้อมกุญแจ 1 ดอก ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้ลงโทษจำคุก 13 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2536 เจ้าพนักงานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้ร่วมกันจับกุมนายคำภีร์ งามขำ นางสาวน้อยหรือจิตตรา ทองใบ นางใจ ดาบุตรหรือแสนบุตรดี นายเส่ง เกษมศรีสุขสง่า นายไพสาน บัวทอง นางอร บัวทอง นางสุภาภรณ์ จิตตั้งบุญญา และนายวีระภัทร อินขำเครือ รวมแปดคนในข้อหาร่วมกันผลิตและมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตพร้อมเมทแอมเฟตามีนบริสุทธิ์น้ำหนัก 70.22 กิโลกรัม อีเฟดรีนบริสุทธิ์น้ำหนัก 63.33 กิโลกรัม พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตกับรถยนต์หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ค-7658 กรุงเทพมหานคร เป็นของกลางและต่อมาได้ฟ้องเป็นจำเลยทั้งแปดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6659/2536 ของศาลชั้นต้น ครั้นวันที่ 24 มีนาคม 2537 เจ้าพนักงานสำนักงานเดียวกันจับกุมจำเลยได้ในคดีอื่นและอายัดตัวมาดำเนินคดีนี้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยกระทำผิดฐานสนับสนุนจำเลยทั้งแปดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6659/2536 ผลิตเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ กับปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำผิดฐานสนับสนุนจำเลยทั้งแปดในคดีอาญาดังกล่าวมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และต้องนำพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6(1) มาปรับบทโดยระวางโทษจำเลยเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้นหรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์จำเลยรวมกันไป โจทก์มีเจ้าพนักงานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดรวม 3 คน คือนายนรเทพ พุทธเภสัช นายพงษ์ธร ศรีไพวรรณ และนายสมชาย ศรีปานเงิน เป็นพยานเบิกความต้องกันว่า เจ้าพนักงานได้ติดตามสืบสวนกลุ่มผู้ผลิตเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ออกจำหน่ายแก่ประชาชนซึ่งมีกลุ่มของนางอรซึ่งร่วมกับสามี คือนายทนงศักดิ์ จิตตั้งบุญญา และมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดขอนแก่น ต่อมาวันที่ 31 ธันวาคม 2530 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองขอนแก่นกับพวกได้ร่วมกันจับกุมนายทนงศักดิ์ ครั้นวันที่ 22 มิถุนายน 2531 นางอรจดทะเบียนหย่ากับนายทนงศักดิ์วันที่ 2 เมษายน 2534 เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการตรวจค้นบ้านของนางอรได้เมทแอมเฟตามีนจำนวนมาก แต่นางอรหลบหนีไปได้ และลงมาพักอาศัยอยู่กับนางสุภาภรณ์บุตรสาวซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับนายวีระภัทร ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2535 นางอรจดทะเบียนสมรสกับนายไพสานซึ่งอยู่ในกลุ่มลักลอบผลิตเมทแอมเฟตามีนเช่นกันกลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้ดำเนินการผลิตเมทแอมเฟตามีนออกจำหน่ายโดยกระทำเป็นขบวนการ กลุ่มนายทุนได้แก่นางอรและนายไพสาน เจ้าพนักงานได้กำหนดรหัสสำหรับนางอรคือ แอมแปร์ 339 นางสุภาภรณ์คือ แอมแปร์ 340 และนายไพสานคือ แอมแปร์ 341 นางสุภาภรณ์รับผิดชอบด้านการเงิน นายวีระภัทรเป็นผู้ประสานงานในการผลิต กลุ่มผู้ทำหน้าที่ผลิตคือนายคำภีร์ นางสาวน้อยหรือจิตตรา และนางใจกับกลุ่มผู้ให้การสนับสนุนด้านสารเคมี คือ นายประสิทธิ์หรือกุลเดช วิจิตรนาวิน นายวินัย สินประเสริฐ และจำเลยคดีนี้ นายนรเทพได้จัดตั้งชุดทำงานประมาณ 5 ถึง 6 คน มีนายพงษ์ธรและนายสมชายรวมอยู่ด้วย ในการสืบสวนได้จัดทำรายงานบันทึกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์และบันทึกภาพไว้โดยตลอด ผลการสืบสวนได้ความว่าคนร้ายขบวนการนี้มีโรงงานผลิตอยู่ 2 แห่ง คือที่โกดังหวั่งหลี 4 ซอยเจริญนคร 61 และที่บ้านเลขที่ 86 อยู่ในซอยโรงเรียนวัดเนินสูง หมู่ที่ 13 ตำบลเนินหอม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี จากการสืบสวนได้ปรากฏพยานหลักฐานเกี่ยวกับจำเลยรวม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2394/2543 · ทนอย Thanoy