ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 24/2540

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ขับไล่โจทก์ออกไป คดีจึงมีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาโจทก์เป็นผู้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามใช้ให้ หจก.ค.เข้าไปปักป้ายโฆษณาไถปรับพื้นดินทำการก่อสร้างสวน และวิทยาลัยในที่ดินพิพาท ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามมิให้กระทำการใด ๆในที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)แต่ปรากฎว่าโจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาล หลังจากที่จำเลยทั้งสามได้เข้าดำเนินการก่อสร้างในที่ดินพิพาทแล้ว เป็นเวลานานถึง 5 เดือนเศษ การยื่นคำขอของโจทก์จึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากจะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาใช้ก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสามเช่นเดียวกัน ตามพฤติการณ์เช่นนี้จึงยังไม่สมควรที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) มาใช้แก่จำเลยทั้งสาม ในการยื่นฎีกาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา จึงต้องคืนเงินส่วนที่เกินให้โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 105 ไร่ โจทก์ได้เข้าครอบครองอย่างเจ้าของสืบต่อมาจนปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 51 ปี ระหว่างที่โจทก์ครอบครองอยู่นั้นโจทก์ยกที่ดินส่วนหนึ่งทางด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ 37 ไร่ ให้แก่หน่วยราชการเร่งรัดพัฒนาชนบทกับสถานีวิทยุกระจายเสียงการสื่อสารและแบ่งขายให้ผู้มีชื่อเนื้อที่ 18 ไร่คงเหลือเนื้อที่ดินในปัจจุบัน 60 ไร่เศษ ต่อมาโจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายอำเภอเมืองสุรินทร์ มีอำนาจหน้าที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองสุรินทร์ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทให้โจทก์แต่จำเลยที่ 3 เพิกเฉย หลังจากนั้นโจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 1ซึ่งมีหน้าที่ปฎิบัติราชการให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมายและจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ มีอำนาจหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดิน ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3ก็ไม่ออกให้ อ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่เขตทำเลเลี้ยงสัตว์ แล้ววันที่25 พฤษภาคม 2530 จำเลยทั้งสามก็ร่วมกันออกหนังสือสั่งให้สามีและบุตรของโจทก์ซึ่งอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทรื้อถอนโรงเรือนที่โจทก์ปลูกสร้างไว้ออกไปจากที่ดินพิพาทภายในวันที่ 25 มิถุนายน2530 อ้างว่าจะนำที่ดินพิพาทไปทำเป็นสวนสมเด็จฯ เพื่อฉลองวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมพรรษาครบ 5 รอบในวันที่ 5 ธันวาคม 2530 อันเป็นการโต้แย้งสิทธิและละเมิดต่อโจทก์ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวาร ห้ามไม่ให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าหนองพลวง หนองโกตอง หนองโดนสุดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันและได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันนายแพงและนางอูไม่เคยเข้าจับจองครอบครอง ส่วนโจทก์เข้าครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้จะครอบครองนานเท่าไรก็ไม่ทำให้ได้สิทธิ นอกจากนี้ศาลจังหวัดสุรินทร์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่พิพาทคดีนี้เป็นทุ่งทำเลเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยทั้งสามมีหน้าที่ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีอำนาจสั่งให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาขับไล่โจทก์และบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยประกาศหรือขึ้นทะเบียนที่พิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ คำพิพากษาของศาลจังหวัดสุรินทร์ที่วินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ที่พิพาทเป็นของโจทก์ มิใช่ทำเลเลี้ยงสัตว์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยทั้งสามใช้ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด คูย่งฮวดสุรินทร์ ผู้รับเหมาก่อสร้างไปปักป้ายโฆษณา ไถปรับพื้นดินและทำการก่อสร้างสวนสมเด็จฯและวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ในที่ดินพิพาทเป็นบริเวณ 19 ไร่19 ตารางวา ทำให้ที่ดินและต้นข้าวที่โจทก์ปลูกไว้เสียหายขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวไว้ในระหว่างการพิจารณาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด จำเลยทั้งสามคัดค้านว่า จำเลยทั้งสามมิได้กระทำการดังโจทก์อ้าง กรมอาชีวะศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินพิพาทตั้งวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์เป็นผู้ดำเนินการขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยต่างฟ้องและฟ้องแย้งแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท และต่างขอให้ห้ามอีกฝ่ายหนึ่งเกี่ยวข้องกับที่พิพาท ดังนี้ยังไม่สมควรที่ศาลจะสั่งห้ามมิให้จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท กรณีตามคำร้องของโจทก์ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามคำขอมาใช้ มีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยทั้งสามจะได้สั่งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดคูย่งฮวดสุรินทร์ เข้าไปปักป้ายโฆษณาไถปรับพื้นดินและก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาท ตามที่โจทก์อ้างจริงการกระทำดังกล่าวก็เป็นการกระทำที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ มิใช่เป็นการกระทำซ้ำหรือการกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญาหรือการกระทำที่จำเลยทั้งสามถูกโจทก์ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 วรรคสาม(ก)จึงมิอาจมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสามได้ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่าโจทก์ชอบที่จะขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยทั้งสามมิให้เข้าไปกระทำการก่อสร้างสวนสมเด็จฯ และวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ในที่ดินพิพาทเป็นบริเวณ 19 ไร่ 19 ตารางวา ตามที่โจทก์ร้องขอให้นำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (เดิม) บัญญัติว่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 24/2540 · ทนอย Thanoy