คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 2414/2551
หลักกฎหมาย
จำเลยไปที่บ้านของ ว. พร้อมกับทนายความและเจ้าพนักงานตำรวจอีกคนหนึ่งเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเบิกเงินของ บ และการใช้กระแสไฟฟ้าจากโรงงานจำเลย โดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้นั้นได้แอบบันทึกเหตุการณ์ทั้งภาพและเสียงไว้ด้วยพฤติการณ์ในการบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการลักลอบกระทำก่อนวันที่จำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานเพียง 1 วัน เพราะต้องการจะได้ข้อมูลที่แอบบันทึกไว้ เนื่องจากจำเลยฉีกเอกสารหลักฐานที่ว่าจ้าง บ. ก่อสร้างโรงงานทิ้งไปแล้ว จึงพยายามหาหลักฐานใหม่ ดังนั้น ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานที่จำเลยทำขึ้นใหม่ด้วยการทำเป็นดีกับ ว. แล้วลักลอบบันทึกเหตุการณ์นั้นไว้ ถือได้ว่า เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวงและด้วยวิธีการที่มิชอบ ต้องห้ามมิให้อ้างเป็นพยานหลักฐานตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 226
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 226พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 26
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 6, 7, 8, 11, 45, 48 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 5, 17, 19, 20, 24, 43, 44, 48, 49, 50, 53 พระราชบัญญัติเครื่องการหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115, 117 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 90, 91, 254, 257, 264, 265, 266, 268 และสั่งริบของกลางให้เป็นของกรมสรรพสามิต จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตโดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ซึ่งได้ความว่าเป็นนิติบุคคลเดียวกันว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 3 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 7 (2), 11 วรรคหนึ่ง, 48 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 48, 50 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 110 (1) ระวางโทษตามมาตรา 108 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียกกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 โดยไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนเริ่มประกอบกิจการโรงงาน ปรับ 10,000 บาท ฐานประกอบอุตสาหกรรมยาสูบโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 10,000 บาท ฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาเส้นและยาสูบที่มิได้ปิดแสมป์ยาสูบ ปรับ 95,746,875 บาท ฐานปลอมเครื่องหมายการค้าและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานปลอมเครื่องหมายการค้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี และปรับ 95,766,875 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักข้งแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีได้ ริบของกลางให้เป็นของกรมสรรพสามิต ยกเว้นรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน 9 ห - 9125 กรุงเทพมหานคร ให้คืนแก่เจ้าของข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดหลายข้อหา การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยไม่ระบุว่าอนุญาตในข้อหาใด ซึ่งหมายความว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในทุกข้อหาตามฟ้อง ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าตามฟ้องเป็นผู้เสียหายได้เฉพาะในข้อหาทำปลอมเครื่องหมายการค้าและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีตราเครื่องหมายการค้าปลอมเท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้ถูกต้องได้ สำหรับการกระทำความผิดตามฟ้องซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดและลงโทษรวม 4 กระทง คือ ร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 โดยไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อน ร่วมกันประกอบอุตสาหกรรมยาสูบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมกันมียาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตและยาเส้นปรุงที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้เพื่อขาย และร่วมกันทำปลอมเครื่องหมายการค้าและมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีตราเครื่องหมายการค้าปลอมอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและแต่ละบทระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานทำปลอมเครื่องหมายการค้าส่วนข้อหาอื่นให้ยกนั้น จำเลยอุทธรณ์แต่ฝ่ายเดียว ความผิดข้อหาอื่นตามฟ้องโจทก์ไม่อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ...พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีนายวินัยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2544 จำเลยขอเช่าโรงรถที่บ้านนายวินัยเพื่อเก็บเครื่องจักรผลิตพลาสติก แต่นายวินับปฏิเสธเพราะไม่รู้จักกันมาก่อน ต่อมาปลายเดือนสิงหาคม 2544 จำเลยให้นายบุญเลิศซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของนายวินัยพาไปติดต่อขอเช่าอีก นายวินัยจึงตกลงให้เช่า หลังจากนั้นจำเลยนำเครื่องจักรผลิตบุหรี่ซิกาแรตของกลาง จำนวน 2 เครื่องไปติดตั้งและนำชาวจีนหญิงและชายหลายคนไปขอพักอาศัยชั่วคราวด้วยโดยบอกว่าเป็นนักท่องเที่ยวซึ่งมีอาชีพเป็นวิศวกร วันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 ก็เริ่มเดินเครื่องจักรโดยใช้กระแสไฟฟ้าที่จำเลยต่อไปจากโรงงานของจำเลยซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่และเดินเครื่องจักรเรื่อยมาจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2544 ที่เจ้าพนักงานสรรพามิตเข้าตรวจค้นจับกุม และนายวินัยได้เบิกความตอบคำถามค้านว่า เมื่อทราบว่าจำเลยใช้โรงรถที่เช่าเป็นที่ผลิตบุหรี่ซิการแรต นายวินัยบอกให้จำเลยขนย้ายเครื่องจักรกับบุหรี่ออกไปภายใน 15 วัน เนื่องจากเป็นสิ่งผิดกฎหมายซึ่งก็สอดคล้องกับคำให้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง