คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534
ฎีกาที่ 2419/2534
หลักกฎหมาย
โจทก์ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากจำเลยที่ 2 มีที่ดินและบ้านจำนองเป็นประกันระเบียบของจำเลยที่ 2 กำหนดให้โจทก์เอาประกันบ้านดังกล่าวโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประโยชน์ในการประกันภัยผู้จัดการสาขาจำเลยที่ 2 และพนักงานเป็นผู้เตรียมแบบพิมพ์เอกสารทำสัญญาประกันภัยกับชำระเบี้ยประกันภัยที่สำนักงานสาขาจำเลยที่ 2แทนจำเลยที่ 1 เมื่อออกกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยและใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัยให้สาขาจำเลยที่ 2สาขาจำเลยที่ 2 จะส่งเฉพาะใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัยให้โจทก์ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยสาขาจำเลยที่ 2 เป็นผู้เก็บไว้เองเมื่อกรมธรรม์ประกันภัยจะหมดอายุ สาขาจำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้แจ้งเตือนให้โจทก์ต่ออายุสัญญาประกันภัย พฤติการณ์ระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้เช็คหรือรู้แล้วยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตนเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการรับประกันภัยบ้านโจทก์ที่จำนองไว้เป็นประกันกับจำเลยที่ 2 แม้ตัวแทนจำเลยที่ 1 จะรับเบี้ยประกันภัยเพื่อต่ออายุสัญญาประกันภัย เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยขาดอายุแล้วก็ตามแต่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ก็ยินยอมให้โจทก์ผัดชำระเบี้ยประกันภัยได้และในกรณีเช่นนี้ตามปกติแล้วเมื่อตัวแทนจำเลยที่ 1 ติดต่อไปยังจำเลยที่ 1 ทางจำเลยที่ 1 ก็ต่ออายุสัญญาให้ ถือว่าคู่สัญญามีเจตนาต่ออายุสัญญาประกันภัยให้มีผลผูกพันต่อไปอีก 1 ปี ตามเงื่อนไขเดิม กฎหมายมิได้กำหนดแบบแห่งสัญญาประกันภัยไว้ สัญญาประกันภัยเกิดขึ้นเมื่อมีการแสดงเจตนาทำคำเสนอคำสนองถูกต้องตรงกัน มีระเบียบของจำเลยที่ 2 กำหนดให้เอาประกันภัยทรัพย์สินที่จำนองไว้กับจำเลยที่ 2 การที่ผู้จัดการสาขาของจำเลยที่ 2 ดำเนินการให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้เอาประกันภัยทรัพย์สินที่จำนองกับจำเลยที่ 1ย่อมมีผลให้จำเลยที่ 2 ได้หลักประกันที่มั่นคงยิ่งขึ้น ถือไม่ได้ว่าผู้จัดการสาขาของจำเลยที่ 2 ทำนอกเหนือวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 2หรือนอกเหนือขอบอำนาจที่จำเลยที่ 2 มอบให้ผู้จัดการสาขาของจำเลยที่ 2 กระทำแทน ในการเอาประกันภัยจำเลยที่ 2 ได้มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 2 โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 2 ได้เอาประกันภัยบ้านของโจทก์ที่จำนองไว้กับจำเลยที่ 2โดยมีผู้จัดการสาขาจำเลยที่ 2 ดำเนินการให้ตั้งแต่ให้โจทก์กรอกแบบคำเสนอขอเอาประกันภัย รับเบี้ยประกันภัยจากโจทก์ไปชำระให้จำเลยที่ 1 รับกรมธรรม์ประกันภัยและใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันภัยจากจำเลยที่ 1 มาให้โจทก์ ลักษณะการกระทำของผู้จัดการสาขาจำเลยที่ 2 แสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนโดยปริยายของโจทก์ในการติดต่อทำนิติกรรมประกันภัยกับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นตัวการต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2ในฐานะตัวแทนแม้จะประมาทเลินเล่อไม่ส่งเบี้ยประกันภัยในเวลาอันสมควรให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ในฐานะตัวการยอมไม่ได้รับความเสียหายเพราะความเสียหายได้หมดไปโดยโจทก์ย่อมบังคับเอาจากจำเลยที่ 1 ได้จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการธนาคารโจทก์ทั้งสองจำนองที่ดินและบ้านเป็นประกันหนี้สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยที่ 2 ที่ธนาคารสาขาของจำเลยที่ 2 ที่อำเภอสัตหีบและได้เอาประกันอัคคีภัยไว้กับจำเลยที่ 1 ตามเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 กำหนด เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2526 ในวงเงิน 450,000 บาทมีกำหนด 1 ปี โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับดำเนินการประกันภัย โจทก์จ่ายเบี้ยประกันภัยที่ธนาคารสาขาของจำเลยที่ 2 เมื่อการประกันภัยหมดอายุลง โจทก์ได้นำเบี้ยประกันภัยสำหรับปีต่อไปไปชำระแก่จำเลยที่ 2 ที่ธนาคารสาขาของจำเลยที่ 2เพื่อต่ออายุการประกันภัยเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2527 การที่จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยที่ 2 ยอมให้จำเลยที่ 2รับเบี้ยประกันภัยจากโจทก์ และยอมรับรองผลการกระทำของจำเลยที่ 2ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2รับเอาเบี้ยประกันภัยสำหรับ พ.ศ. 2527 ต่อเนื่อง พ.ศ. 2528 แล้วสัญญาประกันย่อมเกิดขึ้นและผูกพันจำเลยที่ 1 ขณะเดียวกันการที่จำเลยที่ 2 รับเบี้ยประกันภัยจากโจทก์เพื่อส่งให้แก่จำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวแทนของโจทก์ทั้งสองด้วย ต่อมาเมื่อวันที่14 พฤษภาคม 2527 ได้เกิดเพลิงไหม้บ้านที่โจทก์เอาประกันอัคคีภัยไว้หมดทั้งหลัง ค่าเสียหายเป็นเงิน 450,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ หากจะฟังว่าสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังไม่เกิดและไม่มีผลบังคับ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ในฐานะตัวแทนของโจทก์กระทำการโดยประมาทเลินเล่อ ละเลย ไม่รีบจัดส่งเบี้ยประกันภัยที่ได้รับไว้ไปให้จำเลยที่ 1 โดยเร็ว โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าเสียหายถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 479,439.50 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ให้การว่า ทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหายภายหลังจากกรมธรรม์ประกันภัยหมดอายุแล้ว จำเลยที่ 2 มิได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 รับเบี้ยประกันภัยไว้ก็ไม่ทำให้เกิดสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มิได้มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันภัยหรือเป็นตัวแทนรับประกันภัย โจทก์เอาประกันภัยทรัพย์ที่จำนองโดยระบุจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประโยชน์โดยต้องการให้จำเลยที่ 2ยอมให้เบิกเงินเกินบัญชีโดยมีหลักประกันการชำระหนี้ที่มั่นคงขึ้น จำเลยที่ 2 มิได้กำหนดเงื่อนไขให้ต้องประกันอัคคีภัยกับจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะ จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ใด ๆ ในการติดต่อหรือรับเงินเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 หรือโจทก์ จำเลยที่ 2 มอบอำนาจผู้จัดการสาขาสัตหีบ กระทำการแทนเฉพาะกิจการอันอยู่ในวัตถุประสงค์เท่านั้น การที่ผู้จัดการสาขาสัตหีบรับมอบเงินเบี้ยประกันภัยไว้ก็เป็นการกระทำเป็นส่วนตัวนอกเหนืออำนาจที่จำเลยที่ 2 มอบไว้จำเลยที่ 2 ไม่เคยรับรองหรือให้สัตยาบัน ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2เป็นความผิดหรือความประมาทของโจทก์ที่ไม่มอบเบี้ยประกันภัยให้จำเลยที่ 1 ด้วยตนเอง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน450,000 บาทแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้ความว่า โจทก์ทั้งสองทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยที่ 2 สาขาสัตหีบโดยนำที่ดินและบ้านจำนองเป็นประกันไว้กับจำเลยที่ 2 ซึ่งตามระเบียลจำเลยที่ 2 นั้นให้โจทก์ทั้งสองเอาประกันภัยบ้านดังกล่าวไว้เพื่อให้หลักประกันมั่นคงโดยต้องให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประโยชน์ โจทก์ทั้งสองยินยอมตกลงปฏิบัติตามเงื่อนไขของจำเลยที่ 2 ในการที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยที่ 2 กล่าวคือต้องเอาประกันภัยบ้านที่จำนองนั้นด้วยโดยระบุให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประโยชน์ ในการประกันภัยดังกล่าวนั้นทางจำเลยที่ 2 สาขาสัตหีบรับเป็นผู้ดำเนินการต่าง ๆ ให้แทนทั้งฝ่ายโจทก์ทั้งสองและฝ่ายบริษัทผู้รับประกันภัย คือจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องมาติดต่อกับโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยโดยตรง เพราะจำเลยที่ 2 สาขาสัตหีบดำเนินการแทนให้ทุกประการ ตั้งแต่การตกลงให้โจทก์ทั้งสองเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยและรับเบี้ยประกันภัยจากโจทก์ทั้งสอง แล้วส่งให้จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 รับเบี้ยประกันภัยแล้วได้ออกกรมธรรม์
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง