ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 2425/2545

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 5 มิถุนายน2540 จำนวนเงิน 691,960 บาท เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยระบุข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าเมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน และมีคำขอบังคับให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ลงในเช็ค เป็นการบรรยายฟ้องครบถ้วนแล้ว ส่วนการออกเช็คเป็นการชำระหนี้ค่าอะไร มูลหนี้เกิดจากอะไร และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นรายละเอียดที่นำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ก่อนที่จำเลยจะชำระหนี้ด้วยเช็คพิพาท จำเลยเคยชำระหนี้ให้โจทก์มาแล้วรวม6 ครั้ง เป็นการชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนอง 5 ครั้ง ซึ่งการชำระหนี้แต่ละครั้งไม่พอที่จะเปลื้องหนี้สินได้ทั้งหมด จึงต้องหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดไปก่อนที่จะชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง และถือว่าการที่จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยจึงไม่อาจเรียกร้องคืนหรือให้นำมาหักหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่ได้ตามมาตรา 407 แม้เช็คพิพาทมีหนี้ในส่วนที่เป็นโมฆะรวมอยู่ด้วย โจทก์ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานที่สมบูรณ์แยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ มิใช่เช็คพิพาทตกเป็นโมฆะทั้งหมด

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2540 จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปากช่อง ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 691,960 บาท เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540 โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 691,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้อะไร เป็นคำฟ้องที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นฟ้องเคลือบคลุม เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 1,200,000 บาท คิดดอกเบี้ยแบบทบต้นในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11282 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยได้รับเงินกู้ไปเพียง 854,516.35 บาท ส่วนที่ไม่ได้รับเป็นตัวเงินตกลงกันว่าหากจำเลยมีความจำเป็นต้องใช้เงินให้เบิกเพิ่มหรือให้เบิกวัสดุก่อสร้างจากโจทก์แล้วคิดเป็นเงิน แต่จำเลยไม่ได้เบิกเงินหรือวัสดุก่อสร้างจากโจทก์อีก และได้ชำระหนี้ต้นเงิน 854,516.35 บาท แก่โจทก์เสร็จแล้ว ส่วนเช็คพิพาทจำเลยสั่งจ่ายเป็นการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่คิดแบบทบต้นและเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นหนี้อันเกิดจากโมฆะกรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายกรุงศรี จั่นบำรุง เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้อะไรเป็นฟ้องเคลือบคลุม จำเลยเคยเป็นหนี้เงินยืมโจทก์แต่ชำระเสร็จแล้ว เช็คพิพาทหากออกเพื่อชำระหนี้ก็เป็นการชำระหนี้ดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่โจทก์เรียกจากจำเลยเป็นการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายตกเป็นโมฆะ จำเลยร่วมไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และไม่ได้มอบให้จำเลยออกเช็คแทนจำเลยร่วมเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 844,049.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 810,534.35 บาท นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2539และของต้นเงิน 16,652 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จและให้นำเงิน 240,000 บาท ไปหักจากเงินจำนวนที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยร่วมโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปากช่อง ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 691,960 บาท เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยระบุข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน และมีคำขอบังคับให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ลงในเช็ค ดังนี้ เป็นการบรรยายฟ้องไว้โดยครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ส่วนการออกเช็คดังกล่าวเป็นการชำระหนี้ค่าอะไร มูลหนี้เกิดจากอะไร และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นรายละเอียดที่นำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่าหนี้จำนองได้มีการไถ่ถอนโดยแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อย ๆและชำระเงินให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.8 และ ล.3 ครบถ้วนแล้ว หนี้ซื้อขายวัสดุก่อสร้างที่โจทก์ให้เครดิต 300,000 บาท ไม่มีการใช้วงเงินจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้และรวมดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย จำเลยไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาท เห็นว่า จากคำเบิกความของจำเลยได้ความว่า จำเลยรับว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11282 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จากโจทก์ และยังมิได้มีการชำระหนี้ตามเช็ค การที่จำเลยลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทจำเลยย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น จำเลยมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดดังที่จำเลยฎีกา ซึ่งโจทก์จำเลยนำสืบรับกันฟังได้ว่าในวันที่จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11282 แก่โจทก์นั้น จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 902,788 บาท จริง ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2425/2545 · ทนอย Thanoy