คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 2444/2543
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดสองกรรมต่างกันคือฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายกระทงหนึ่งและฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนาอีกกระทงหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์นำเอาการตายของผู้ตายซึ่งโจทก์บรรยายฟ้อง ว่าเป็นผลอันเกิดจากการกระทำความผิดกระทงหลัง ซึ่งศาลชั้นต้น ยกฟ้องและยุติไปแล้วมารับฟังว่าเป็นผลอันเกิดจากการกระทำ ของจำเลยกับพวกในความผิดกระทงแรก และพิพากษาลงโทษ จำเลยฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นการพิพากษาในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องสำหรับความผิด กระทงแรก ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจ ยกขึ้นวินิจฉัยได้ จำเลยกับพวกได้รุมทำร้ายร่างกายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ เกิดอันตรายแก่กายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ตามฟ้องกระทงแรก แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องใน ความผิดกระทงแรกว่าจำเลย แต่ผู้เดียวทำร้ายร่างกายผู้ตาย และ ตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้ตายด้วยเป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียด ทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ และ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288,289 โดยมิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา 295 มาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 295 ได้เพราะถือได้ว่า เป็นความผิดที่รวมอยู่ในบทมาตราที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสามและวรรคท้าย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289(4)(5), 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83จำคุกคนละ 8 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2เสียจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาในตอนแรกว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้ชกต่อยผู้ตายถูกที่ปากและดั้งจมูกจนเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กาย แล้วมีคนเข้าห้ามปรามให้แยกจากกัน จากนั้นนายยวน ก๊กรัมย์ ได้พาผู้ตายไปนอนพักที่บ้าน ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปพาตัวผู้ตายออกจากบ้าน แล้วรุมชกต่อยผู้ตายและจับตัวผู้ตายโยนลงบนพื้นดินจนเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและสลบไปต่อมาผู้ตายได้ถึงแก่ความตายจากพิษบาดแผลที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายดังกล่าวในลักษณะสมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เนื่องจากถูกจำเลยทั้งสองกับพวกโยนลงบนพื้นดินกับกระดูกข้อแขนและข้อเท้าหลุด การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามคำฟ้องโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายในตอนแรกเมื่อเวลาประมาณ 20 นาฬิกา นั้น ได้ขาดตอนไปแล้ว และหลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ชั่วโมง คือเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 1 กับพวกจึงได้กระทำความผิดขึ้นใหม่อีกฐานหนึ่ง ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์เป็นที่เข้าใจได้ว่า คือ ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้ายเพราะโจทก์ได้บรรยายฟ้องยืนยันว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะสมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้ตายถูกจำเลยที่ 1 กับพวกจับโยนลงบนพื้นดินในตอนหลังเมื่อเวลาประมาณ 21 นาฬิกา หาใช่เกิดจากถูกจำเลยที่ 1 ชกต่อยในตอนแรกเมื่อเวลาประมาณ 20 นาฬิกาไม่ ดังนี้ จึงถือได้ว่าคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสองกรรมต่างกันคือ ฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายกระทงหนึ่งและฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้ายอีกกระทงหนึ่ง ซึ่งเมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายนำพยานเข้าสืบจนสิ้นกระแสความและศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงแล้วได้วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคนร้ายที่ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายในตอนหลังหลังจากนายยวนพาผู้ตายไปส่งที่บ้านนางตุมแล้ว คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายในตอนแรก (เมื่อเวลา 19 นาฬิกาเศษ) เท่านั้น เท่ากับศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1มิได้ร่วมกับพวกจับตัวผู้ตายโยนลงพื้นดินทำให้สมองผู้ตายได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในความผิดกระทงหลัง และศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดกระทงหลังนี้แล้ว โจทก์มิได้อุทธรณ์ ดังนั้น ความผิดกระทงหลังฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้ายจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลล่างทั้งสองนำเอาการตายของผู้ตาย ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่าเป็นผลอันเกิดจากการกระทำความผิดกระทงหลังมารับฟังว่าเป็นผลอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกในความผิดกระทงแรก แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 มานั้น ถือได้ว่าเป็นการพิพากษาในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องสำหรับความผิดกระทงแรกเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงคงเหลือปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปเพียงว่า จำเลยที่ 1 มีควา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง