ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 2453/2561

หลักกฎหมาย

ค. ผู้เอาประกันภัยของโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีผู้บริโภค เรียกค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ทำให้ ค. ได้รับอันตรายสาหัส และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดต่อ ค. โดยจำเลยทั้งเจ็ดต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ค. ซึ่งค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดต่อ ค. นั้นได้รวมค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระให้แก่ ค. และรับช่วงสิทธิของ ค. มาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีนี้แล้ว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมมีผลผูกพัน ค. กับจำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง กรณีจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งเจ็ดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกันนี้ให้แก่โจทก์อีกเพราะจะมีผลให้จำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซ้ำซ้อน หากโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้เอาประกันภัยต่อไป

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 1,316,675.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,212,530.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 7 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 195,173.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 390,347 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 5 และที่ 6 จำนวน 255,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องทั้งหมด (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2554) รวมแล้วต้องไม่เกิน 104,144.74 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 6 รับผิดชำระเงิน 811,444.02 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิด 255,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่สหราชอาณาจักร โจทก์รับประกันภัยและประกันอุบัติเหตุในระหว่างเดินทางของนายเครก ซึ่งเดินทางจากประเทศอังกฤษเข้ามาในประเทศไทย ในวันเกิดเหตุนายเครกโดยสารรถตู้หมายเลขทะเบียน 30 - 0057 แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จากจังหวัดแม่ฮ่องสอนไปจังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถตู้โดยสารหมายเลขทะเบียน 30 - 0057 แม่ฮ่องสอน จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถตู้โดยสารคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 5 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 6 และเป็นผู้ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 3473 เลย และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 3474 เลย ของจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 7 เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 6 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553 เวลากลางคืน ขณะที่นายเครกเดินทางโดยรถตู้โดยสารที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับถึงจังหวัดอุดรธานีที่เกิดเหตุได้เกิดเหตุรถตู้โดยสารที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 3473 เลย และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 3474 เลย ที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ขับ หลังเกิดเหตุนายเครกได้รับบาดเจ็บต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาลปัญญาเวชอินเตอร์และโรงพยาบาลกรุงเทพ ต่อมานายเครกเดินทางกลับภูมิลำเนาที่ประเทศอังกฤษโดยมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามใบแจ้งหนี้ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าบริการทางวิชาชีพและค่าใช้จ่าย และค่ารถจากสนามบินไปบ้าน โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่นายเครกไปเป็นเงิน 1,212,530.52 บาท จึงรับช่วงสิทธิของนายเครกมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งเจ็ดและก่อนฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2554 โจทก์และนายเครกกับพวกยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคำฟ้องคดีผู้บริโภคต่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1154/2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 1 เมษายน 2554 ว่า คดีส่วนของโจทก์ไม่เกี่ยวกับคดีผู้บริโภค จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องเฉพาะคดีส่วนของโจทก์ วันที่ 11 พฤษภาคม 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ วันที่ 2 มิถุนายน 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอสละสิทธิที่ขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ และโจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ในวันที่ 23 มิถุนายน 2554 สำหรับค่าแปลเอกสารที่โจทก์เรียกร้องมาเป็นเงิน 374.50 บาท นั้น ศาลอุทธรณ์ไม่ได้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ฎีกาว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ที่ขับรถด้วยความเร็วสูงและขับรถแซงรถบรรทุกพ่วงที่แล่นติดต่อกันถึง 4 คัน จำเลยที่ 5 ใช้ความระมัดระวังในการเปลี่ยนช่องเดินรถอย่างดีแล้ว เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว โดยจำเลยที่ 5 ไม่ได้มีส่วนประมาทด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง