ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 2459/2542

หลักกฎหมาย

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยกำลังแบ่งบรรจุ เมทแอมเฟตามีนของกลางจริง การกระทำของจำเลยดังกล่าวตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4ถือว่าเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนแล้ว และพฤติการณ์ของจำเลย ที่แบ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางออกเป็นส่วนย่อยและบรรจุลง ในหลอดดูดเครื่องดื่มแล้วจำนวน 1 หลอด ทั้งยังมีหลอดดูด เครื่องดื่มเปล่าตัดเป็นท่อน ๆ จำนวนหนึ่งวางอยู่ เป็นการกระทำ เพื่อความสะดวกในการจัดจำหน่ายนั่นเอง จำเลยย่อมมีความผิด ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุจากถุงพลาสติกใส่หลอดเครื่องดื่มเสร็จแล้ว 1 หลอด จำนวน 2 เม็ด เพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย เป็นการ ฟังข้อเท็จจริงที่โจทก์สืบสมตามที่โจทก์บรรยายฟ้องแล้ว ที่โจทก์ อ้างขอให้ลงโทษจำเลยตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 และมาตรา 85 แทนที่จะอ้างมาตรา 65จึงเป็นกรณีที่โจทก์อ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลย ตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า กรณีหาใช่ศาลฟังข้อเท็จจริงในทางพิจารณา แตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องในข้อที่มิใช่สาระสำคัญ อันจะต้องพิจารณาว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ด้วยหรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 65 วรรคสอง จึงไม่เกินคำขอของโจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 85, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลางที่เหลือทั้งหมด จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ปฏิเสธในข้อหาผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง,66 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิตชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกต้องประกอบด้วยมาตรา 52(1)) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ว่าไม่ได้ผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายดังฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษแก่จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(2)คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 197 เม็ด น้ำหนัก 13.79 กรัม อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีมีปัญหามาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีสิบตำรวจตรีอดุลย์ เภารัศมี กับสิบตำรวจตรีสุวุฒิ หินแก้วผู้ร่วมจับกุมจำเลยมาเบิกความได้ความทำนองเดียวกันว่าขณะจับจำเลยได้ที่บริเวณหลังบ้านนั้น พบเมทแอมเฟตามีน 195 เม็ดบรรจุในถุงพลาสติกชนิดรุด เปิดปิดปากถุงได้จำนวน 1 ถุง เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด บรรจุในหลอดดูดเครื่องดื่ม จำนวน 1 หลอด หลอดดูด เครื่องดื่มตัดเป็นท่อนยาว 2 เซนติเมตร ลนไฟปิดข้างหนึ่งแล้วจำนวน 10 หลอด หลอดดูดเครื่องดื่มตัดเป็นท่อนยาว 2 เซนติเมตรยังไม่ได้ลนไฟ จำนวน 10 หลอด มีดแสตนเลส 1 เล่ม เงิน 190 บาทไฟแช็ก แก๊ส 1 อัน และเทียนไขจุดใช้แล้วยาวประมาณ 5 นิ้ว1 เล่ม วางอยู่บนโต๊ะเครื่องครัวหลังบ้าน ยึดไว้เป็นของกลางและในขณะนั้นเทียนไขของกลางยังติดไฟอยู่จึงร่วมกันจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาว่าผลิตและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหารายละเอียดปรากฏตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมายจ.2 และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกไพวรรณ สาเพิ่มทรัพย์ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าผลิตและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ รายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่า พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมและสอบสวนจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ทั้งไม่รู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย เชื่อได้ว่าได้เบิกความไปตามความจริงที่เกิดขึ้นและทำบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การไปตามที่จำเลยให้การทั้งยังได้ความด้วยว่าได้อ่านข้อความในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การให้จำเลยฟังก่อนแล้วจึงให้จำเลยพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือไว้เป็นหลักฐานที่จำเลยเบิกความอ้างว่าจำเลยพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือในบันทึกการจับกุมและในบันทึกคำให้การโดยไม่ทราบข้อความเพราะไม่รู้หนังสือก็ดี และที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่าการรับสารภาพของจำเลยนั้น จำเลยเข้าใจว่าเป็นการรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอย่างเดียวโดยไม่ทราบถึงข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายด้วยก็ดีนั้นคงมีแต่ตัวจำเลยปากเดียวเบิกความลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมและสอบสวนจำเลยว่า จำเลยให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนในข้อหาผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1(เมทแอมเฟตามีน) เพื่อจำหน่ายด้วยข้อที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า บันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 ได้ใช้ใบต่อคำให้การซึ่งเป็นเอกสารของพนักงานสอบสวน จึงน่าจะมีการทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจพร้อมเอกสารอื่น เพราะหากทำบันทึกการจับกุมที่บ้านที่เกิดเหตุแล้วจะให้ผู้ร่วมจับกุมใช้ใบต่อคำให้การได้อย่างไร กรณีจึงส่อพิรุธนั้น เห็นว่า แม้บันทึกการจับกุมจะได้ใช้ใบต่อคำให้การ แต่ตามบันทึกการจับกุมนั้นได้ระบุชัดแจ้งว่าเขียนที่บ้านเลขที่ 8/2 หมู่ที่ 2 ตำบลเกาะพลับพลาอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นบ้านที่เกิดเหตุ และจำเลยก็มิได้ถามค้านพยานโจทก์ ผู้ร่วมจับกุมในข้อนี้ ทั้งตามเนื้อหาใน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2459/2542 · ทนอย Thanoy