ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550

ฎีกาที่ 246/2550

หลักกฎหมาย

การที่โจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. กับ ว. คู่ความในคดีเดิมทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ข้อพิพาทที่ว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ จึงเป็นอันระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ทางพิพาทจึงไม่ใช้ทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์อีกต่อไปแต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิใช้ถนนในที่ดินของห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด ได้ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้โจทก์จะใช้เกินกว่า 10 ปี แล้วก็ไม่ตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความตามมาตรา 1401 ผลแห่งคำพิพากษาตามยอมย่อมผูกพันโจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. จะต้องยินยอมให้โจทก์และบริวารใช้ถนนทุกสายที่มีอยู่ในที่ดินของห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด โดยให้ใช้ได้อย่างทางภาระจำยอม บุคคลที่รับโอนที่ดินมาจากหางหุ้นส่วนจำกัด ม. ถือได้ว่าเป็นคู่ความแทนห้างดังกล่าวด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนที่ดินที่มีทางพิพาทอยู่ จึงต้องผูกพันยอมให้โจทก์และบริวารใช้ถนนที่มีอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 เพื่อออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด ได้อย่างทางภาระจำยอมด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาท เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ โดยมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นทางภาระจำยอม แม้ที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์คือทางหรือถนนที่จำเลยที่ 1 สร้างขึ้น มิใช่ทางพิพาท ศาลก็มีอำนาจพิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนถนนที่จำเลยที่ 1 สร้างขึ้นเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินกว่าที่ขอมาท้ายคำฟ้อง แม้ทางพิพาทจะมิใช้ทางภาระจำยอม แต่โจทก์และบริวารก็ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกถนนสายบางนา-ตราดเพราะยังไม่มีทางอื่น การที่จำเลยที่ 1 นำดินมาปิดกั้นทางพิพาทและขุดรื้อทางพิพาทออกโดยยังไม่จัดทำถนนเส้นใหม่เพื่อให้โจทก์และบริวารใช้เป็นทางเข้าออกถนนสายบางนา-ตราดย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ และถือเป็นการละเมิดสิทธิการใช้ทางพิพาทต่อโจทก์ด้วย โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ย่อมหมายถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่มีทางพิพาทต้องจำยอมให้โจทก์และบริวารของโจทก์ใช้ทางพิพาทเข้าสู่ถนนสายบางนา-ตราด เท่านั้น บุคคลอื่นที่มิใช่บริวารของโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาทได้ การที่จำเลยที่ 1 ปิดกั้นทางพิพาท แม้จะทำให้บุคคลภาคนอกไม้เข้ามาใช้บริการโรงแรมและร้านอาหารของโจทก์ หรือเข้ามาใช้บริการน้อยลงเพราะไม่สะดวกในการใช้ทาง ก็มิใช่ความเสียหายโดยตรงที่โจทก์และบริวารไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าออกถนนสายบางนา-ตราด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยที่ 1

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 127 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์และชาวบ้านใช้ทางด้านทิศใต้เป็นทางเข้าออกจากท่าริมน้ำบางปะกงสู่ถนนสายบางนา-ตราด มานานกว่า 20 ปี โจทก็ได้ฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้างกับพวกเกี่ยวกับภาระจำยอม ในที่สุดมีการประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้โจทก์และบริวารใช้ทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ถนนสายบางนา-ตราด และในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว ศาลมีคำสั่งว่าเป็นทางภาระจำยอมแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินหลายโฉนดรวมทั้งทางภาระจำยอมด้วย แล้วจัดสรรจำหน่ายชื่อโครงการ มารีน่าไอส์แลนด์ วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 1 เริ่มก่อสร้างโดยขุดเจาะที่ดินให้เป็นเกาะแก่งล้อมรอบที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก็ได้รับความเดือดร้อนไม่สะดวกในการสัญจร ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 นำดินปิดกั้นไม่ให้บุคคลได้ใช้ทางภาระจำยอมต่อไป ทำให้โจทก็ซึ่งดำเนินกิจการโรงแรมและร้านอาหารได้รับความเสียหาย เนื่องจากลูกค้าลดน้อยลง เป็นเหตุให้โจทก์ขาดรายได้วันละประมาณ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 เดือน 27 วัน รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 441,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 441,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามเปิดทางภาระจำยอมและปรับสภาพทางภาระจำยอมให้อยู่ในสภาพดี และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเพียงกรรมการของจำเลยที่ 1 มิได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าศาลในคดีเดิมที่โจทก์ฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้างมีคำสั่งว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมนั้น ก็ปรากฏว่า คำสั่งศาลดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งในชั้นพิจารณาคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วครางเท่านั้น ศาลมิได้มีคำวินิจฉัยในเนื้อหาคดีว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมดังโจทก์อ้าง ทั้งในคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาตามยอม โดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องให้จดทะบียนทางภาระจำยอมหากสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันจำเลยทั้งสามแล้ว จำเลยทั้งสามก็ได้สร้างถนนเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด มีความกว้าง 10 เมตร ผ่านที่ดินของโจทก์ ซึ่งโจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกได้เป็นอย่างดีแล้ว ทั้งต่อไปจำเลยทั้งสามจะทำถนนดังกล่าวเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กด้วย ทางพิพาทมีสภาพเป็นท้องนา โจทก์ถือวิสาสะใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกเท่านั้น ทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางภาระจำยอม จำเลยที่ 1 ปรับสภาพที่ดินเพื่อจัดสรรขายให้แก่บุคคลทั่วไปจึงไม่ทำให้โจทก์และชาวบ้านทั่วไปได้รับควาเดือดร้อน เพราะจำเลยที่ 1 ได้ทำถนนกว้างประมาณ 10 เมตร ในโครงการกฤษดามารีน่าไอส์แลนด์ ซึ่งโจทก์และบริวารได้ใช้เส้นทางดังกล่าวออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนภาระจำยอมในทางพิพาทตามแนวเขต ล.ม.5, ล.ม.6, ล.ม.2, ล.ม.1 ในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.8 หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เปิดทางภาระจำยอมและปรับสภาพทางให้อยู่ในสภาพดี และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 127 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยซื้อมาจากนายสะอาด จันทร์ศรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2526 ขณะซื้อที่ดินมีทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสายบางนา-ตราด โจทก์ปลูกบ้านอยู่อาศัยบนที่ดิน ต่อมาปี 2528 ห้างหุ้นส่วนจำกัดมหาสินก่อสร้างซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 125 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา แปลงที่มีทางพิพาทจากเจ้าของเดิมแล้วปิดทางพิพาท โจทก์จึงฟ้องห้างดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นขอให้เปิดทางพิพาท โดยอ้างว่าเป็นทางภาระจำยอม ในที่สุดโจทก์และห้างดังกล่าวทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวัน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2550 · ทนอย Thanoy