ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563

ฎีกาที่ 2460/2563

หลักกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์แล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือจำเลยทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ แม้จำเลยทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยกับเหตุผลแห่งการวินิจฉัยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ตาม แต่เมื่อข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยทั้งสองแล้ว การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 138 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 4,500 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ร้อยโทไพรัตน์ ผู้เสียหาย ไม่มีหน้าที่นำกำลังพลไปติดตั้งป้ายในที่ดินที่เกิดเหตุ และคำสั่งที่ให้ผู้เสียหายนำกำลังพลไปติดตั้งป้ายในที่ดินที่เกิดเหตุเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้เสียหายนำกำลังพลไปติดตั้งป้ายบอกแนวเขตที่ดินในที่ดินที่เกิดเหตุจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่ได้แย่งอุปกรณ์ขุดหลุมจากทหารหรือทำร้ายทหารและไม่มีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย จำเลยทั้งสองให้ทหารแสดงหลักฐานการครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 มีท่าทางไม่พอใจทหาร พูดเสียงดังให้ทหารขนสิ่งของกลับและพูดไม่สุภาพ เป็นการกระทำด้วยวาจาและท่าทาง ไม่เป็นอุปสรรคและไม่ทำให้เกิดความไม่สะดวกต่อการติดตั้งป้ายในที่ดินที่เกิดเหตุ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินบริเวณที่เกิดเหตุตั้งแต่ปี 2498 แม้อำเภออรัญประเทศจำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ของจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังคงครอบครองที่ดินเรื่อยมา และยังคงมีปัญหาโต้เถียงเรื่องสิทธิครอบครองกับทางราชการตลอดมา การที่จำเลยทั้งสองเชื่อว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดินและขัดขวางมิให้ผู้เสียหายติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครอง จึงเป็นการปกป้องสิทธิของตัวเอง เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิตามกฎหมายที่จะกระทำได้จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 มิใช่ขาดเจตนาตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ขอศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วย เห็นว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า การที่ผู้เสียหายนำกำลังพลไปติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่ และจำเลยทั้งสองมีเจตนาขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายนำกำลังพลไปติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นการขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ และจำเลยทั้งสองขาดเจตนาในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์แล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ แม้จำเลยทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยกับเหตุผลแห่งการวินิจฉัยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ตาม แต่เมื่อข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยทั้งสองแล้ว การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ดังนี้ ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาจึงรับฟังเป็นยุติว่า ร้อยโทไพรัตน์ ผู้เสียหาย รักษาการผู้บังคับกองร้อยมณฑลทหารบกที่ 19 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ 407/2500 ที่กองทัพบกเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ได้รับคำสั่งด้วยวาจาจากผู้บังคับบัญชาให้ติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดินแปลงดังกล่าว วันที่ 13 มีนาคม 2561 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ผู้เสียหายนำทหารเข้าไปในที่ดินที่เกิดเหตุเพื่อติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองร่วมกันขัดขวางผู้เสียหายกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่มิให้ติดตั้งป้า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2460/2563 · ทนอย Thanoy