คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 2474/2552
หลักกฎหมาย
ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสามอยู่ใต้บังคับมาตรา 193/27 เป็นผลให้เจ้าหนี้จำนองยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้ แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้ว แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้จำนองฟ้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง อันเป็นการบังคับตามทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น แม้โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า บ. ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ แต่โจทก์เพียงแต่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ บ. ชำระหนี้อันเป็นตัวเงินคืนต้นเงินและดอกเบี้ย มิได้ขอให้บังคับชำระหนี้จากที่ดินที่จำนองจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญ มิใช่ฟ้องบังคับจำนอง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 193/27 จึงต้องนำอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่คดี โจทก์ได้รู้ถึงความตายของ บ. ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2548 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์ได้รู้ถึงความตายของ บ. สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ประธานจึงขาดอายุความ ดอกเบี้ยซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์ย่อมเป็นอันขาดอายุความด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/26 ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระ มีกำหนดอายุความ 5 ปี สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระที่พ้นกำหนดอายุความ 5 ปี นับย้อนหลังตั้งแต่วันฟ้องขึ้นไปจึงเป็นอันขาดอายุความ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 และนายบุญมี ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 28778 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 100,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 และนายบุญมีได้รับเงินจากโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว แต่ชำระหนี้คืนแก่โจทก์เพียงบางส่วนโดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 เป็นเงิน 3,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2548 โจทก์ตรวจสอบพบว่านายบุญมีถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายบุญมีในฐานะทายาทโดยธรรม จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแล้ว จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย จำเลยทั้งสี่ยังค้างชำระเงินต้น 91,111.03 บาท กับดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญาจำนองเป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 68,333.25 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 159,444.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 91,111.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 และนายบุญมี ไม่ได้กู้เงินโจทก์ โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินไว้แทนบริษัทสยามนิสสันอุบลราชธานี จำกัด ซึ่งให้นายบุญมีเช่าซื้อรถยนต์ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกัน นายบุญมี และจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินสดชำระเงินดาวน์ จึงได้จำนองที่ดิน สัญญาจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้รับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญมี แต่ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบว่านายบุญมีถึงแก่ความตาย คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงขาดอายุความอีกทั้งดอกเบี้ยเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาจำนองที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องก็ขาดอายุความแล้ว เพราะมิใช่ดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 159,444.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายบุญมี ผู้ตาย ที่ตกทอดได้แก่จำเลยแต่ละคน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 233 ทวิ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 233 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 และนายบุญมี ได้ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 28778 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 100,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นสัญญากู้เงิน ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.2 หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 และนายบุญมีชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 และยังคงค้างชำระหนี้ต้นเงิน 91,111.03 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2548 โจทก์ตรวจสอบพบว่านายบุญมีถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายบุญมีในฐานะทายาทโดยธรรม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก่อน เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แม้บทกฎหมายนี้จะอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 193/27 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นผลให้เจ้าหนี้จำนองยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้ แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้จำนองฟ้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง อันเป็นการบังคับตามทรัพย์สิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือต้องเป็นการฟ้องบังคับจำนองเท่านั้น คดีนี้แม้โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า นายบุญมีร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ แต่โจทก์เพียงแต่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญมีชำระหนี้อันเป็นตัวเงินคือต้นเงินและ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง