ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556

ฎีกาที่ 2496/2556

หลักกฎหมาย

ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) (6) บัญญัติถึงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ฟ้องต้องมี ได้แก่ การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ฉะนั้น แม้ตามมาตรา 2 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติว่า พ.ร.บ.นี้จะใช้บังคับแก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทใดและเมื่อใด ให้ตราเป็น พ.ร.ฎ ก็ตาม แต่ข้อที่ว่าได้มีการตราเป็น พ.ร.ฎ. แล้วหรือไม่ มิใช่เป็นข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดที่โจทก์ต้องกล่าวมาในฟ้อง หากแต่เป็นเรื่องการมีผลบังคับใช้ของกฎหมายซึ่งศาลย่อมต้องรู้เองได้เมื่อปรากฏว่า ขณะเกิดเหตุมีการตรา พ.ร.ฎ. ให้ใช้ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 แก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2546 โดยให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2546) ดังนี้ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 จึงใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ได้และโดยโจทก์ไม่ต้องกล่าวมาในฟ้อง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่า การกระทำเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ หมายรวมถึงการดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งในสามกรณี ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันย้ายบุคคลผู้มีชื่อเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยบุคคลผู้มีชื่อทั้งหมดมิได้อยู่อาศัยจริงอันเข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ ย่อมถือเป็นคำฟ้องที่แจ้งชัดและครบถ้วนในการกระทำทั้งหลายที่เป็นองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องรับโทษตามมาตรา 113 พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 เป็นบทบัญญัติเพื่อที่จะให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งการดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ โดยบุคคลนั้นมิได้อยู่อาศัยจริงนั้นเป็นการจัดตั้งตัวบุคคลเพื่อที่จะให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนหนึ่งคนใดอย่างชัดเจน จำนวนของบุคคลที่ย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้านจึงมีผลต่อการเลือกตั้งโดยตรง ดังนั้นแม้การดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยมีเจตนาเดียวเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ แต่เมื่อจำนวนของบุคคลที่ย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้านซึ่งมีสามารถลงคะแนนเลือกตั้งได้หนึ่งคนต่อหนึ่งคะแนนประกอบกับการดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่ต้องทำเป็นรายบุคคล แม้จะมีการแจ้งย้ายเข้ารวมกันมาในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ใบเดียว ก็ยังต้องถือว่าเป็นความผิดรายกระทงตามจำนวนของบุคคลแต่ละคนที่มีการดำเนินการย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้าน

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 4, 43, 113 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง (2) (ที่ถูก มาตรา 43 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (2)), 113 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี จำเลยที่ 1 กระทำความผิด 3 กระทง รวมจำคุก 6 ปี จำเลยที่ 2 กระทำความผิด 2 กระทง รวมจำคุก 4 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียว ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลตำบลสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ประกาศให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลสังขะและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสังขะ เนื่องจากการดำรงตำแหน่งครบวาระ โดยกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสังขะ เขตเลือกตั้งที่ 2 หมายเลข 1 ในนามกลุ่มรักสังขะที่มีนางกิ่งกาญจน์ พี่สาวของจำเลยที่ 1 สมัครเป็นนายกเทศมนตรีตำบลสังขะ นายมิง บิดาจดทะเบียนให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก) เลขที่ 3994 หมู่ที่ 1 ตำบลสังขะ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 363 ซึ่งเป็นห้องแถวครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น จำนวน 4 ห้อง แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลขรหัสประจำบ้านสำหรับห้องแถวทั้ง 4 ห้อง เพื่อกำหนดเลขหมายและจัดทำทะเบียนบ้านเลขที่ 363, 363/1, 363/2 และ 363/3 จำเลยที่ 1 แจ้งย้ายจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาภริยาของนายฉัตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสังขะ เขตเลือกตั้งที่ 2 หมายเลข 5 กลุ่มรักสังขะ เข้ามาในทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 ในฐานะเป็นเจ้าบ้านและยินยอมให้นางคูณ ภริยาของจำเลยที่ 2 เข้ามาในทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 ในฐานะผู้อาศัย จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าบ้านยินยอมให้นางบุญเรือน นายกาย นางเสียง และนางหรือนางสาววรรณา ย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าบ้านยินยอมให้นายฉันท์ นางแอม และนางอุทัยย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 จำเลยที่ 2 นางคูณ นางบุญเรือน นายกาย นางเสียง นางหรือนางสาววรรณา นายฉันท์ นางแอมและนางอุทัยต่างไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามสำเนาบัญชีชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสังขะ ซึ่งจำเลยที่ 2 และนายฉัตรได้รับเลือกตั้งด้วย ต่อมาจำเลยที่ 2 นางหรือนางสาววรรณาและนางบุญเรือนย้ายออกจากทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 โดยย้ายเข้าที่บ้านเลขที่เดิมของตน ตามสำเนาใบรับแจ้งการย้ายออก แต่ก่อนการเลือกตั้งมีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสังขะหลายคนร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุรินทร์ว่า มีการย้ายชื่อจำเลยที่ 2 และพวกรวม 9 คน เข้ามาในทะเบียนบ้านเลขที่ 363/1 ของจำเลยที่ 1 โดยบุคคลเหล่านั้นมิใช่ญาติและมิได้อาศัยอยู่จริง คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งได้รับรายงานการสืบสวนสอบสวนและความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุรินทร์และเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยสั่งการในส่วนของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำการ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 จึงให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 1 กับให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำวินิจฉัยสั่งการ คดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา จึงเห็นควรวินิจฉัยฎีกาไปตามรูปคดี โดยวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองก่อนในประเด็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อแรกว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มีผลบังคับใช้เมื่อมีการตราพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ ตามมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 แม้มิใช่องค์ประกอบความผิด แต่โจทก์ก็ต้องบรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามกฎหมายใด เพราะเหตุใด การที่โจทก์ม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2496/2556 · ทนอย Thanoy