ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534

ฎีกาที่ 2523/2534

หลักกฎหมาย

จำเลยทำสัญญากู้เงิน โดยตกลงกันว่าหากจำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำเลยจะชำระหนี้เงินกู้ภายในหนึ่งเดือนและได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวลงวันที่ล่วงหน้าตามสัญญา แม้ต่อมาจำเลยไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่การที่จำเลยออกเช็คพิพาทชำระหนี้เงินกู้ตั้งแต่แรก จำเลยย่อมคาดหวังว่าจะได้รับเลือกตั้งแน่นอน หาใช่ออกเช็คพิพาทเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ไม่เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยย่อมมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 3 การที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าสมุดเช็ค หายทั้งเล่ม หลังจากออกเช็คพิพาทเพียง 3 วันจำเลย จะอ้างว่าไม่มีเจตนาแจ้งว่าเช็คพิพาทหายหาได้ไม่ เพราะเช็คพิพาทรวมอยู่ในสมุดเช็คดังกล่าวด้วยซึ่งสามัญสำนึกของบุคคลเช่นจำเลยที่มีความรู้และยังสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยย่อมต้องรู้ถึงผลของการกระทำของตนเองดีว่าเป็นการแจ้งความเท็จให้เจ้าพนักงานจดข้อความดังกล่าว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 91 ที่แก้ไขแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3จำคุก 1 ปี และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 จำคุก3 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 3 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คด้วย ส่วนจำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโดยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ข้อแรกจะได้วินิจฉัยข้อหาความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คมีปัญหาว่าเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย ป.ชม.1 (ศาลจังหวัดเชียงใหม่)จำเลยออกให้พระครูจิตตวิโสธนาจารย์เพื่อชำระหนี้เงินกู้หรือว่าจำเลยออกเช็คพิพาทดังกล่าวให้ไว้แก่พระครูจิตตวิโสธนาจารย์เพื่อเป็นประกันเงินกู้คู่ความนำสืบรับกัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2529 จำเลยได้กู้ยืมเงินจากพระครูจิตตวิโสธนาจารย์ ได้ทำสัญญากู้ไว้จำนวนเงิน1,300,000 บาท โดยตกลงกันว่าหากจำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธรจำเลยจะชำระหนี้เงินกู้ภายใน 1 เดือน และจำเลยได้ออกเช็คพิพาทจำนวนเงิน 1,300,000 บาทมอบให้แก่พระครูจิตตวิโสธนาจารย์ ซึ่งจำเลยอ้างว่าจำเลยออกเช็คพิพาทไว้เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ คดีนี้คู่ความมิได้ส่งเอกสารสัญญากู้เป็นพยาน คงได้ความเพียงว่า หากจำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธรจำเลยจะชำระหนี้ภายในกำหนด 1 เดือน และจำเลยได้ออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้า 1 เดือนคือวันที่ 22 สิงหาคม 2529 ให้แก่พระครูจิตตวิโสธนาจารย์ เห็นว่า จำเลยคาดหวังว่าจำเลยจะได้รับเลือกตั้งแน่นอนและจำเลยออกเช็คพิพาทไว้เพื่อชำระหนี้เงินกู้ตั้งแต่แรกแล้วจึงลงวันที่ล่วงหน้าไว้ตามสัญญา หากจำเลยมีเจตนาออกเช็คเพื่อเป็นประกันเงินกู้ จำเลยก็ทำได้โดยจำเลยไม่จำต้องลงวันที่ในเช็คพิพาทหรืออาจจดแจ้งไว้ว่าออกเช็คดังกล่าวเพื่อเป็นประกัน ฉะนั้น ที่จำเลยอ้างว่าออกเช็คเพื่อเป็นประกันเงินกู้จึงฟังไม่ขึ้น ต่อมาพระครูจิตตวิโสธนาจารย์ได้โอนเช็คพิพาทให้แก่ผู้เสียหายเป็นการชำระหนี้ค่าก่อสร้าง ผู้เสียหายจึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบ ผู้เสียหายได้ให้คนของผู้เสียหายนำเช็คพิพาทไปขึ้นเงินกับธนาคาร และธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2530 ให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย และได้ความจากนางสาวกรองจิตร ตั้งพูลผลวณิชย์พยานโจทก์ซึ่งเป็นสมุห์บัญชีธนาคารว่า ตามสำนวนบัญชีกระแสรายวันของจำเลย เอกสารหมาย ป.จ.2 (ศาลจังหวัดอุบลราชธานี) ในวันที่22 กรกฎาคม 2529 เงินในบัญชีของจำเลยมีเพียง 500 บาท ตลอดมาจนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2530 เงินในบัญชีก็มี 500 บาทเท่าเดิมแสดงว่าในวันที่ 22 สิงหาคม 2529 เงินในบัญชีของจำเลยก็มีอยู่500 บาท จึงมีไม่พอจ่ายสำหรับเช็คพิพาท และการที่จำเลยไปแจ้งความว่าสมุดเช็คหายทั้งเล่ม และได้นำคำแจ้งความตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปอายัดเช็คต่อธนาคารซึ่งรวมทั้งเช็คฉบับพิพาทด้วย แสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยมีเจตนาออกเช็คพิพาทเพื่อจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค จำเลยจึงต้องมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 3 ที่จำเลยอ้างว่าได้ออกเช็คพิพาทและยังได้มอบตราจองของบุคคลอื่นและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของบุคคลอื่นอีก 5 ฉบับ ให้แก่พระครูจิตตวิโสธนาจารย์ ไว้เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ แต่พระครูจิตตวิโสธนาจารย์ พยานโจทก์ก็เบิกความปฏิเสธว่าไม่เคยได้รับตราจองและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวจากจำเลย เห็นว่าตราจองและหนังสือรับรองการทำประโยชน์หากจำเลยจะนำมามอบให้แก่เจ้าหนี้ก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหนี้ เชื่อว่าพระครูจิตตวโสธนาจารย์ไม่ได้รับเอกสารดังกล่าวจากจำเลยดังที่จำเลยอ้าง และที่จำเลยอ้างบันทึกเอกสารหมาย ปล.(ชม) 1 (ศาลจังหวัดเชียงใหม่)ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2530 ซึ่งมีข้อความท้าวความถึงการออกเช็คพิพาทและจำเลยได้นำเอกสารตราจองของผู้อื่นและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของผู้อื่นมามอบให้แก่พระครูจิตตวิโสธนาจารย์ไว้เพื่อค้ำประกันหนี้ เอกสารดังกล่าวนี้ฝ่ายจำเลยขวนขวายจัดทำขึ้นภายหลังที่ผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์แล้วก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงจะทำให้เช็คพิพาทที่จำเลยออกเพื่อชำระหนี้เงินกู้ กลับกลายเป็นเช็คที่ออกไว้เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ไปได้ และปัญหาต่อไปที
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2523/2534 · ทนอย Thanoy