คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 2527/2540
หลักกฎหมาย
จำเลยที่2เป็นภริยาของจำเลยที่3จำเลยที่2และที่3เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตึกแถวเลขที่20,22และ24โดยใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทจำเลยที่1ซึ่งด้านหน้าติดถนนซอยเจริญนคร33 ส่วนด้านหลังติดถนนซอยเจริญนคร35ที่ดินโฉนดเลขที่2021และโฉนดเลขที่2022อยู่ติดต่อกันและเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โจทก์ใช้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวทำเป็นถนนซอยเจริญนคร35 ที่พิพาทและทางทิศตะวันตกของที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่783ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่3การที่จำเลยที่3ผู้เจาะกำแพงซึ่งใช้เป็นผนังด้านหลังของตึกแถวเลขที่20แล้วทำเป็นประตูพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่3แม้ประตูพิพาทเวลาปิดเปิดใช้วิธีเปิดเข้าหาตัวบ้านซึ่งไม่รุกล้ำออกไปในถนนซอยเจริญนคร35 ของโจทก์ก็ตามแต่เมื่อจำเลยที่2และที่3ในฐานะเจ้าของตึกแถวเลขที่20ไม่มีสิทธิใช้ถนนซอยเจริญนคร35 ดังนั้นการผ่านประตูพิพาทเมื่อใช้ถนนพิพาทของจำเลยที่2และที่3จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่2และที่3ในฐานะเจ้าของตึกแถวเลขที่20ใช้ถนนซอยเจริญนคร35โดยใช้เดินออกจากบ้านเลขที่4ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่783ไปยังตึกแถวเลขที่20โดยผ่านทางประตูพิพาทนั้นเป็นการละเมิดต่อโจทก์จำเลยที่2และที่3จึงชอบที่จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวได้จะเพียงแต่กล่าวอ้างมาในคำแก้ฎีกาว่าไม่เป็นการละเมิดหาได้ไม่ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อประตูด้านหลังตึกแถวเลขที่20ที่จำเลยทำขึ้นในตึกแถวของจำเลยแล้วให้ก่ออิฐฉาบปูนเป็นผนังทึบด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเองซึ่งคำขอดังกล่าวเป็นคำขอประธานส่วนที่โจทก์มีคำขอเรียกค่าเสียหายมาด้วยนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบคดีของโจทก์จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคสอง ตึกแถวเลขที่20และกำแพงด้านหลังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่3เองและประตูพิพาทก็ใช้วิธีปิดเปิดโดยเปิดเข้าหาตัวบ้านซึ่งไม่มีการรุกล้ำออกไปดังนั้นจำเลยที่3ชอบที่จะทำประตูพิพาทได้ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์แต่ประการใด ฎีกาโจทก์ที่ว่าการที่จำเลยที่3ทำประตูด้านหลังตึกแถวก็เพื่อจงใจจะใช้ถนนซอยเจริญนคร35 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือดร้อนเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1337จำเลยที่3จึงไม่มีสิทธิทำประตูดังกล่าวนั้นเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องรวม3ข้อคือข้อ(1)ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อประตูพิพาทออกและก่ออิฐเป็นผนังทึบข้อ(2)ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ3,000บาทนับแต่วันที่1เมษายน2533จนกว่าจะรื้อและปิดประตูพิพาทและข้อ(3)ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย100,000บาทแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถรื้อและปิดประตูพิพาทตามคำขอข้อ(1)ได้ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่สามารถจะบังคับให้จำเลยที่2และที่3ปฏิบัติตามคำขอข้อ(1)ได้เพราะตึกแถวและประตูพิพาทเป็นของจำเลยที่2และที่3เองซึ่งจำเลยที่2และที่3ชอบที่จะทำได้และศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้พิพากษาให้บังคับจำเลยที่2และที่3ปฏิบัติตามคำขอข้อ(3)ของโจทก์เพราะคำขอบังคับตามข้อ(2)และข้อ(3)เป็นคำขอต่อเนื่องกันอาศัยเหตุอย่างเดียวกันจึงถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อดังกล่าวโดยชอบแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของตึกแถวเลขที่ 1513/50-52 หรือเลขที่ 20, 22 และ 24 ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2021 และ 2022 ที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวมีแนวเขตติดต่อกันและใช้เป็นทางเดินเข้าออกสู่ถนนเจริญนครโดยโจทก์สงวนสิทธิเป็นทางส่วนบุคคล ด้านหลังของตึกแถวเลขที่ 1513/41-67ถนนเจริญนคร เป็นผนังคอนกรีตทึบตลอดแนวซึ่งติดกับทางเดินในที่ดินทั้งสองโฉนดของโจทก์ เมื่อเดือนมีนาคม 2533 โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำประตูเข้าออกด้านหลังตึกแถวเลขที่ 1513/50หรือเลขที่ 20 เพื่อเดินเข้าออกสู่ถนนเจริญนครผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2021 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำอันละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อประตูด้านหลังตึกแถวเลขที่ 1513/50หรือเลขที่ 20 แล้วก่ออิฐฉาบปูนเป็นผนังทึบด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาทนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2533 จนกว่าจะปิดช่องประตู คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 17,000 บาท และหากจำเลยทั้งสามไม่สามารถรื้อและปิดช่องประตูตามฟ้องได้ก็ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์100,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2021 และ 2022 ที่ดินทั้งสองโฉนดเป็นส่วนหนึ่งของถนนซอยเจริญนคร 35 ซึ่งมีที่ดินของผู้อื่นรวมอยู่ด้วยและเป็นถนนซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในถนนซอยเจริญนคร 35ใช้ประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 1 และบริวารใช้ถนนซอยเจริญนคร 33หน้าสำนักงานจำเลยที่ 3 เป็นทางเข้าออก ไม่ได้ใช้ถนนซอยเจริญนคร 35 ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ทำประตูด้านหลังตึกแถวตามฟ้อง โจทก์มิได้สงวนสิทธิถนนซอยเจริญนคร 35เป็นถนนส่วนบุคคลของโจทก์ จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 783 ซึ่งบางส่วนของที่ดินแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของถนนซอยเจริญนคร 35 และที่ดินดังกล่าวอยู่ตรงข้ามกับด้านหลังตึกแถวเลขที่ 20 จำเลยที่ 3 และบริวารใช้ถนนซอยเจริญนคร 35เป็นทางเข้าออกสู่ถนนเจริญนครด้วยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาจะได้สิทธิภารจำยอมโดยไม่ต้องรับอนุญาตจากผู้ใดเป็นเวลากว่า10 ปีแล้ว ถนนซอยเจริญนคร 35 จึงตกเป็นทางภารจำยอมที่จำเลยที่ 3 ได้มาโดยอายุความจำเลยที่ 3 จึงมีสิทธิที่จะใช้ถนนซอยเจริญนคร 35 จำเลยที่ 3 ทำประตูในตึกแถวของจำเลยที่ 3จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลย ที่ 2 ขาดนัด ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ โจทก์ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน2533 จนกว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเลิกใช้ประตูด้านหลังตึกเลขที่ 20 ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำขึ้นออกสู่ถนนซอยเจริญนคร 35ของโจทก์ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 3 จำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตึกแถวเลขที่ 20, 22 และ 24 โดยใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งด้านหน้าติดถนนซอยเจริญนคร 33 ส่วนด้านหลังติดถนนซอยเจริญนคร 35ที่ดินโฉนดเลขที่ 2021 เลขที่ดิน 457 ตามเอกสารหมาย จ.4และโฉนดเลขที่ 2022 เลขที่ดิน 458 ตามเอกสารหมาย จ.5 อยู่ติดต่อกันและเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ใช้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวทำเป็นถนนซอยเจริญนคร 35 ตามเอกสารหมาย จ.6 และทางทิศตะวันตกของที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 783เลขที่ดิน 138 ตามเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3และจำเลยที่ 3 เป็นผู้เจาะกำแพงซึ่งใช้เป็นผนังด้านหลังของตึกแถวเลขที่ 20 แล้วทำเป็นประตูพิพาทเพราะเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ประตูพิพาทเวลาปิดเปิดใช้วิธีเปิดเข้าหาตัวบ้านซึ่งไม่รุกล้ำออกไป และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเจ้าของตึกแถวเลขที่ 20ไม่มีสิทธิใช้ถนนซอยเจริญนคร 35 ดังนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3จึงกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แก้ฎีกาว่าแม้ถนนซอยเจริญนคร 35 จะไม่ตกอยู่ในภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของตึกแถวเลขที่ 20 ก็ตาม แต่การที่ถนนซอยเจริญนคร 35 ตกอยู่ในภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 783 ของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 มีสิทธิที่จะเดินผ่านถนนซอยเจริญนคร 35 ของโจทก์ซึ่งเป็นทางภารจำยอมไปสู่ที่ใดก็ได้การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ถนนซอยเจริญนคร 35 จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเจ้าของตึกแถวเลขที่ 20ใช้ถนนซอยเจริญนคร 35 โดยใช้เดินออกจากบ้านเลขที่ 4ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 783 ไปยังตึกแถวเลขที่ 20โดยผ่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง