คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 2527/2550
หลักกฎหมาย
หลังจากจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้เสียหายที่ 1 วิ่งตามรถจักรยานยนต์และร้องเรียกให้คนช่วยจนผู้เสียหายที่ 1 ล้มลง จากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 อันเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามเพื่อปกปิดความผิดอื่นของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องบรรยายจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามเพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นมาด้วย จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการเกินไปจากที่โจทก์กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ได้เพียงฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันพาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผยตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 80ป.อ. 83ป.อ. 288ป.วิ.อ. 192ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 225พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 8
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 92, 93, 288, 289, 371 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 601/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุเพิ่มโทษและขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (7), 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต ริบหัวกระสุนปืนของกลาง คำขอนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายสุธรรม จิยาเพชร ผู้ตาย กระสุนปืนถูกที่บริเวณท้ายทอยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ และคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนางจงจิต จิยาเพชร ผู้เสียหายที่ 1 ถูกที่บริเวณหน้าท้อง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และคนร้ายยังได้ใช้อาวุธปืนยิงอีก 2 นัด กระสุนปืนถูกเด็กชายจิราวุธ จิยาเพชร ผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณหลังมือกับถูกเด็กชายนฤนาถ ไชยปลอด ผู้เสียหายที่ 3 ที่บริเวณนิ้วมือ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่... เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานโจทก์ล้วนสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากข้อพิรุธใด ๆ ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เชื่อได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้เห็นและจดจำใบหน้าตลอดจนลักษณะรูปพรรณของคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามได้จริงว่าคือจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้ามาสั่งซื้อถ่านแก๊ส เมื่อจำเลยที่ 1 รับถ่านแก๊สจากผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้มือซ้ายดึงคอเสื้อผู้ตายทางด้านหลังและใช้มือขวาซึ่งถืออาวุธปืนสั้นยิงผู้ตาย ในกรณีเช่นนี้จำเลยที่ 1 ก็ต้องวางถุงถ่านแก๊สไว้ในที่เกิดเหตุ แต่ตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาและภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุไม่ปรากฏว่ามีถุงถ่านแก๊สที่คนร้ายทิ้งไว้ จึงขัดกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 นั้น เห็นว่า ในการเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดซักถามผู้เสียหายที่ 1 ให้แน่ชัดว่าขณะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้นคนร้ายนำถุงถ่านแก๊สไปไว้ที่ไหน เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงข้อนี้ให้ชัดเจน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จะถือว่าผู้เสียหายที่ 1 เบิกความขัดต่อพยานหลักฐานหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกประการหนึ่งว่าร้อยตำรวจเอกกระจ่าง รักษ์ณรงค์ ผู้ชำนาญในการตรวจอาวุธปืน กองพิสูจน์หลักฐานเบิกความว่า การยิงห่างจากปากกระบอกปืนถึงจุดเป้าหม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง