ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553

ฎีกาที่ 2527/2553

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ไม่เคยขออนุญาตใช้รถจาก ส. ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อนุญาตใช้รถจาก ม. ก็ดี และ ม. ไม่ทราบตัวผู้รับผิดชอบเก็บรักษากุญแจรถคันเกิดเหตุรวมทั้งไม่ทราบเหตุรถชนที่เกิดขึ้น จนกระทั่งมีการร้องเรียนไปที่จำเลยที่ 2 ก็ดีเหล่านี้ย่อมเห็นได้ว่ามีการปล่อยปละละเลยย่อหย่อนไม่ควบคุมการใช้รถให้เป็นไปตามระเบียนของทางราชการ จำจำเลยที่ 1 เคยนำรถคันเกิดเหตุไปจอดค้างคืนที่บ้านของตนเอง รวมทั้งสามารถนำรถออกไปใช้ในกิจธุระส่วนตัวโดยพลการ ทั้งที่ขัดต่อระเบียบกฎเกณฑ์การใช้รถราชการดังกล่าว เข้าลักษณะที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้รถคันเกิดเหตุอันเป็นหน้าที่ของพนักงานขับรถได้แม้เป็นเวลานอกราชการการที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปเฉี่ยวชนจนทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บโดยประมาท จึงถือได้ว่าเป็นผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายกับดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องรวมจำนวน 372,937.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 351,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ชั้นตรวจฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 301,677 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2547 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงิน 3,000 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2546 เวลาประมาณ 21.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ษ - 9204 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน นธว กรุงเทพมหานคร 836 ซึ่งมีนายวิฑูรย์ เป็นผู้ขับ และมีโจทก์นั่งซ้อนท้ายที่บริเวณถนนซอยเทศบาลสำโรงใต้ 11 (ซอยร่มประดู่) ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเหตุให้โจทก์รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าพยานจำเลยที่ 2 ยืนยันว่าในวันเกิดเหตุไม่มีการส่งเอกสารที่สถานทูตญี่ปุ่นและสถานทูตฟิลิปปินส์ จำเลยที่ 1 นำรถไปใช้โดยพลการจึงไม่ใช่การกระทำในทางการที่จ้างหรือโดยฐานการเป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 หรือในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์เบิกความว่า ในระหว่างที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถไปปฏิบัติราชการของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพยานจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุได้ขออนุญาตใช้รถยนต์จากนายชูชัยซึ่งเป็นหัวหน้ามีหน้าที่จัดพนักงานขับรถไปส่งเอกสาร เก็บรักษากุญแจรถ และดูแลรักษารถยนต์ในหมวดยานพาหนะทั้งหมดเพื่อไปส่งเอกสารด่วนให้แก่สถานทูตญี่ปุ่นและสถานทูตฟิลิปปินส์ เนื่องจากส่งในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2546 ไม่ทัน หลังจากส่งเอกสารแล้วจึงขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดสมุทรปราการ และเกิดเหตุในระหว่างนำรถยนต์กลับไปเก็บที่หมวดยานพาหนะ สำหรับข้อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้รับอนุญาตให้ใช้รถยนต์จากนายชูชัยนั้น ได้ความจากนายชูชัยซึ่งมีตำแหน่งหัวหน้าหมวดยานพาหนะ กองการพัสดุ กระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าที่ดูแลรถยนต์ส่วนกลางของกระทรวงการต่างประเทศว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 อยู่ในความดูแลของเลขานุการกรมพิธีการฑูต การนำรถของจำเลยที่ 2 ไปใช้ไม่ต้องขออนุญาตจากพยานและพยานไม่ได้ไปทำงานในวันที่ 19 เมษายน 2546 นอกจากนี้ยังได้ความตามที่นางสาวสดใส เจ้าหน้าที่ธุรการ ซึ่งควบคุมการส่งเอกสารของจำเลยที่ 2 และนางพิมพ์นิภาเจ้าหน้าที่งานสารบรรณมีหน้าที่ออกเลขที่หนังสือออกของกองรับรอง สังกัดจำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันตรงกันว่า ในช่วงวันที่ 17 และ 18 เมษายน 2546 ไม่มีการออกหนังสือเพื่อส่งไปที่สถานทูตญี่ปุ่นและสถานทูตฟิลิปปินส์ ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำรถยนต์ออกไปส่งเอกสารจริงตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง อย่างไรก็ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการใช้รถอย่างเคร่งครัดตลอดมา การที่จำเลยที่ 1 นำรถออกไปใช้โดยพลการจะถือเป็นการปล่อยปละละเลยอันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ได้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวมณฑาเลขานุการกรมพิธีการทูต พยานจำเลยที่ 2 ว่า ตามระเบียบการใช้รถราชการจะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงกรณีที่นำรถไปส่งข้าราชการร่วมประชุมจะต้องมีแบบพิมพ์การขออนุมัติการใช้รถจากพยานหรือนางสาวสุชาดา เจ้าหน้าที่ธุรการซึ่งได้รับมอบหมายจากพยาน แต่สำหรับการนำรถออกไปส่งเอกสารมีการปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านานโดยพนักงานขับรถจะเป็นผู้ตรวจตะแกรงใส่เอกสารที่จะต้องจัดส่งแล้วลงทะเบียนเป็นหลักฐานก่อนนำเอกสารไปส่งโดยไม่จำต้องขออนุญาตใช้รถเป็นลายลักษณ์อักษรอีก และได้ความจากนางสาวสุชาดา พยานจำเลยที่ 2 อีกปากหนึ่งว่า อำนาจในการอนุญาตนำรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปใช้เป็นของนางสาวมณฑ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2527/2553 · ทนอย Thanoy