คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534
ฎีกาที่ 2536/2534
หลักกฎหมาย
จำเลยเป็นหนี้โจทก์เกินกว่าห้าหมื่นบาทตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่ง ต่อมาจำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้สองครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน จำเลยไม่ชำระหนี้ ต้องด้วยหลักเกณฑ์ข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวเมื่อจำเลยนำสืบไม่ได้ว่า จำเลยมีรายได้ตามที่อ้างและเป็นเจ้าหนี้บุคคลอื่นอยู่หลายราย ซึ่งจำเลยอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด และรูปคดีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 จึงต้องพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยและนายบุญแรงให้ร่วมรับผิดตามสัญญากู้ และค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยกับนายบุญแรงชำระเงินจำนวน348,750 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นงวดเดือนหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยจะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด รวมเป็นเงิน 392,343 บาท โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าสองครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวันและจำเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยเป็นผู้ มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายต่อไป จำเลยให้การว่า จำเลยมีรายได้จากการประกอบอาชีพไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท นอกจากนี้จำเลยยังเป็นที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทหลายแห่งและมีเงินเดือนประจำ จำเลยจึงสามารถที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยและนายบุญแรงเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 392,343 บาท ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่1664/2530 ของศาลชั้นต้นและจำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้แล้วสองครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวันตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.6 แล้วจำเลยไม่ชำระหนี้ ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่สันนิษฐานว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2583 มาตรา 8(9) แล้ว คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ทั้งหมดและมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าว จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาเป็นข้อแรกว่าจำเลยประกอบอาชีพทนายความเป็นเจ้าของและหัวหน้าสำนักงาน มีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท มีทรัพย์สินที่ใช้ในสำนักงานมีรถยนต์ บ้านและที่ดิน ทั้งเข้าหุ้น กับบุคคลอื่นประกอบกิจการค้าและออกทุนซื้อวัวมาเลี้ยงที่จังหวัดลำปาง 50 ตัว ซึ่งในข้อนี้จำเลยมีคำเบิกความของตนเองกับนางบุญแรงเป็นพยาน แต่จำเลยไม่มีเอกสารทางบัญชีที่แสดงถึงรายได้ของสำนักงานและจำนวนเงินที่จำเลยได้รับจากสำนักงานในแต่ละเดือนมาแสดงเป็นหลักฐาน ทรัพย์สินในสำนักงานจำเลยก็ไม่เปิดเผยว่า มีอะไรบ้างและราคาเท่าไร ส่วนรถยนต์จำเลยอ้างว่ามีอยู่ 3 คัน แต่ก็รับว่าเป็นรถของลูกหนี้มอบไว้เป็นประกันหนี้ 1 คัน เป็นรถที่เช่าซื้อมา 2 คัน ซึ่งคันหนึ่งยังอยู่ ในระหว่างผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ อีกคันไม่ปรากฏว่าชำระค่าเช่าซื้อครบหรือยัง จำเลยไม่มีหลักฐานการเช่าซื้อหรือหลักฐานแสดงว่าเป็นเจ้าของมาเสนอต่อศาลแต่อย่างใด ส่วนบ้านนั้นจำเลยอ้างว่ามีอยู่ ที่จังหวัดมหาสารคามและกรุงเทพมหานคร โดยมารดาทำพินัยกรรมยกให้ และได้มาตามสัญญาจะซื้อขายร่วมกับพี่ชายตามลำดับแต่ก็ไม่มีหนังสือพินัยกรรมและสัญญาจะซื้อขามาแสดงเป็นหลักฐานส่วนที่ดินจำเลยอ้างว่า มีอยู่ ที่อำเภอลำลูกกา และกรุงเทพมหานครแต่ก็ไม่มีหนังสือสำคัญมาแสดงเช่นเดียวกัน ที่อ้างว่ามีการเข้าหุ้นกับบุคคลอื่นประกอบกิจการค้าและออกทุนซื้อวัวมาเลี้ยงที่จังหวัดลำปาง 50 ตัว ก็ทำนองเดียวกัน หามีหลักฐานอื่นใดมาประกอบคำเบิกความใหม่ จึงเป็นการเบิกความลอย ๆ โจทก์มีตัวโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยอมรับเพียงว่า จำเลยมีอาชีพเป็นทนายความและเป็นหัวหน้าสำนักงานเท่านั้น ส่วนเรื่องทรัพย์สินหรือรายได้ของจำเลยนั้น โจทก์เบิกความว่าโจทก์เข้าใจว่าจำเลยคงจะมีรายได้แต่ละเดือนเป็นจำนวนมาก แต่คิดว่าคงจะไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้โจทก์ ได้ เพราะหากสามารถชำระหนี้โจทก์ได้ ก็คงจะชำระให้นานแล้วดังนี้จะถือว่าโจทก์นำสืบเจือสมกับคำพยานจำเลยหรือจำเลยนำสืบสอดคล้องกับคำพยานโจทก์ไม่ได้ คำพยานจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยรับฟังไม่ได้ดังที่อ้าง จำเลยฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยเป็นที่ปรึกษากฎหมายสำนักงานกฎหมายดุษฎีบัณฑิตทนายความ และภาษีอากร ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนเดือนละ 8,500 บาท ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.1 เป็นที่ปรึกษากฎหมายห้างหุ้นส่วนจำกัด ชุมสาย แอสโซซิเอท (1986)กับห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.อี.คอนสตรัคชั่น แอนด์ เอ็นจิเนียริ่งได้รับค่าจ้างเดือนละ 5,000 บาท และ 7,000 บาท ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.2, ล.3 ตามลำดับ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานจำเลยในข้อที่อ้างว่าจำเลยมีรายได้จากสำนักงานกฎหมายดุษฎีบัณฑิตทนายความและภาษีอากร นั้น นอกจากตัวจำเลยเองแล้วมีนายชาตรี สีมาโคตรหัวหน้าสำนักงานกฎหมายดุษฎีบัณฑิตทนายความและภาษีอากรมาเบิกความประกอบว่าจำเลยทำงานที่สำนักงานของพยาน ได้เงินเดือนซึ่งพยานเป็นผู้จ่ายให้เดือนละ 8,500 บาท ปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.1 เห็นว่านาย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง