ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 2548/2544

หลักกฎหมาย

จำเลยยืนอยู่บนสะพานใช้ก้อนหินที่มีขนาดน้ำหนักถึง1 กิโลกรัมเศษ และครึ่งกิโลกรัมจำนวนหลายก้อนทุ่มลงมาในหมู่ผู้เสียหายจำนวนมากที่อยู่ในเรือซึ่งมีพื้นที่จำกัดที่แล่นลอดใต้สะพาน จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่าก้อนหินอาจถูกศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายเป็นผลทำให้ถึงตายได้ แต่จำเลยก็หาได้ใยดีต่อผลที่จะเกิดขึ้นไม่จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนี โดยมีเจตนาฆ่าได้ใช้ก้อนหินขนาดหนัก 1 กิโลกรัม หนัก 700 กรัม และ 600 กรัมจำนวนหลายก้อน ซึ่งเป็นหินขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ทุ่มจากสะพานสูงลงไปในเรือที่แล่นลอดใต้สะพาน ถูกนายประสิทธิ์เกิดแสงดวง ผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณริมฝีปาก และนายสมเจตน์แซ่ลิ้ม ผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณหลังมือ ข้อมือซ้าย กระดูกนิ้วหักหลังมือนิ้วหัวแม่มือหัก ต้องป่วยเจ็บทุพพลภาพไม่สามารถประกอบกรณียกิจตามปกติได้เกินกว่ายี่สิบวัน จำเลยกับพวกกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากก้อนหินถูกอวัยวะที่ไม่สำคัญทำให้ผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80, 33 ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายประสิทธิ์ เกิดแสงดวง ผู้เสียหายที่ 1นายสมเจตน์ แซ่ลิ้ม ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูกมาตรา 297(8), 83)ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ริบของกลาง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83 ให้ลงโทษจำคุก10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่โจทก์ร่วมทั้งสองนายศรีสมบัติ หลิมหอมกี่ และนางวิลัย รัตนากร กับพวกประมาณ120 ถึง 200 คน นั่งอยู่ในเรือที่ใช้เดินทางไปทอดผ้าป่าที่วัดกลางเหนือ เมื่อเรือแล่นมาถึงสะพานสมเด็จพระอมรินทร์ ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองอยู่สูงจากระดับพื้นน้ำประมาณ 7.50 ถึง8 เมตร มีคนร้ายใช้ก้อนหินที่มีน้ำหนักขนาด 1 กิโลกรัม 700 กรัมและ 600 กรัม จำนวนหลายก้อน ทุ่มมาจากบนสะพานลงไปในเรือถูกโจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับบาดเจ็บสาหัส ปรากฏตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ปจ.1 และ ปจ.7 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์ร่วมทั้งสองกับนายศรีสมบัติ หลิมหอมกี่ และนางวิไล รัตนากร เบิกความเป็นพยานได้ความตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุเรือซึ่งจะไปทอดผ้าป่าที่วัดกลางเหนือได้มาจอดรถเพื่อซื้อตั๋วค่าผ่านทางที่ประตูน้ำบางนกแขวก ขณะที่รออยู่นั้นจำเลยกับพวกได้จุดพลุขว้างใส่เรือ จึงได้มีการเข้าไปต่อว่าจำเลยกับพวก พวกของจำเลยยกมือไหว้ขอโทษ ตรงกันข้ามกับจำเลยที่พูดท้าทายว่า "ขว้างแล้วมีอะไร" หลังจากชำระค่าผ่านทางเรียบร้อยแล้วเรือได้ออกเดินทางต่อจำเลยกับพวกมาดักที่สะพานสมเด็จพระอมรินทร์ซึ่งเป็นสะพานที่เรือจะต้องแล่นลอดผ่านไปแล้วทิ้งก้อนหินและพลุลงมายังเรือที่พยานโดยสารมา หินตกลงมาถูกมือของนายสมเจตน์ แซ่ลิ้มโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับบาดเจ็บปรากฏตามใบชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย ปจ.7 แต่ในครั้งนี้เรือไม่ได้จอดคงมุ่งหน้าไปถึงวัดกลางเหนือ ทำการทอดผ้าป่าเสร็จแล้วก็พากันเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางเดิม เมื่อเรือแล่นมาถึงที่เดิมคือสะพานสมเด็จพระอมรินทร์ พบจำเลยกับพวกอยู่บนสะพานใช้ก้อนหินทุ่มลงมาหลายก้อน ก้อนหินที่ทุ่มลงมาถูกบริเวณปากของโจทก์ร่วมที่ 1ได้รับบาดเจ็บถึงฟันหัก ปรากฏตามผลการชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย ปจ.1 ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวต่อมาว่าหลังจากเรือแล่นผ่านสะพานสมเด็จพระอมรินทร์มาแล้ว จำเลยกับพวกยังไปดักอยู่ข้างหน้าบริเวณสะพานบางนกแขวกซึ่งห่างจากสะพานสมเด็จพระอมรินทร์ประมาณ 200 เมตร ข้อเท็จจริงตอนนี้โจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความตรงกันว่า มีเรือของนายย่นแล่นมาพอดีและได้ใช้ไฟสปอทไลท์ส่องไปที่จำเลยกับพวกแล้วขึ้นไปช่วยกันไล่จับ แต่จำเลยกับพวกหลบหนีไปได้ จำเลยนำสืบปฏิเสธว่าไม่ใช่คนร้าย พิจารณาแล้วเห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ปาก คือ โจทก์ร่วมทั้งสอง นายศรีสมบัติและนางวิไลต่างไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลย ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ร่วมและจำเลยรับกันว่าก่อนเกิดเหตุได้มีการต่อว่ากันระหว่างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวกับจำเลยและพวกในข้อที่ว่า จำเลยกับพวกได้จุดพลุแล้วเหวี่ยงไปตกลงในเรือที่โจทก์ร่วมกับพวกนั่งมาถูกเด็กในเรือได้รับบาดเจ็บ แต่โจทก์ร่วมกับพวกก็ยังไม่เอาเรื่องโดยถือว่าจะมาทำบุญกัน แสดงว่าโจทก์ร่วมทั้งสองกับนายศรีสมบัติและนางวิไลซึ่งมาเบิกความเป็นพยานหาได้มีจิตใจที่จะอาฆาตมาดร้ายมุ่งที่จะเอาโทษกับจำเลยไม่ ทั้งเหตุการณ์ที่จำเลยกับพวกได้กระทำลงดังที่ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันนั้น หาใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวคราวเดียวแล้วสิ้นสุดลงไปไม่ หากแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาเริ่มแต่เมื่อเรือไปรอซื้อตั๋วผ่านทางที่ประตูน้ำบางนกแขวกแล้ว จ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2548/2544 · ทนอย Thanoy