ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 2550/2543

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยโดยรับมรดกมาจาก ม. ถ.ล.และมล. ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลย แม้ว่าจำเลยจะให้การยอมรับว่า ม. ถ. ล.และ มล. เคยมีสิทธิในที่ดินพิพาทมาก่อน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยไม่มีฝ่ายใดโต้เถียงว่าขณะฟ้องคดีนี้จำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายเป็นคุณว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1369 เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลย โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย โจทก์และจำเลยต่างอ้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองและการสละสิทธิครอบครองอันอยู่ในความรู้เห็นของ ม. ถ.ล.และมล. ซึ่งถึงแก่กรรมมาหลายสิบปีแล้ว ทั้งเป็นเรื่องภายในหมู่ญาติซึ่งบุคคลภายนอกอาจไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ดังนั้น การวินิจฉัยปัญหาว่าโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยหรือไม่จำต้องอาศัยพฤติการณ์แห่งคดีตลอดจนลักษณะแห่งการครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทและพยานแวดล้อมเป็นสำคัญ เมื่อคำเบิกความของพยานโจทก์ขัดแย้งกันเอง มีพิรุธไม่น่ารับฟัง ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ทั้งสี่ยังครอบครองที่ดินพิพาทจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนจำเลยมี พ.ซึ่งเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านในท้องที่พิพาทและว. ซึ่งเคยเป็นกำนันท้องที่พิพาท และต่างมีภูมิลำเนาอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินพิพาท ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่าพยานมีโอกาสรู้เห็นถึงความเป็นมาของที่ดินพิพาทได้ดี ประกอบกับพยานมีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีอยู่ในฐานะคนกลางมีน้ำหนักน่ารับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่า และเชื่อว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยโจทก์มีสิทธิครอบครอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายเหมือน ยุติธรรม นายมะลิ ยุติธรรม นายเถื่อน ยุติธรรม และนางเลื่อน ไตลังคะ ต่อมาบุคคลทั้งสี่ถึงแก่กรรมสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวจึงตกทอดแก่ทายาทของแต่ละคนโดยโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นทายาทของนายเถื่อน โจทก์ที่ 3 เป็นทายาทของนายเหมือน ส่วนโจทก์ที่ 4 เป็นทายาทของนางมะลิร่วมกับจำเลยแต่ยังมิได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดเจ้าของรวมทุกคนยังคงครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกันและแทนกันตลอดมาจนถึงปัจจุบันต่อมาจำเลยยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าที่ดินทั้งแปลงเป็นของนายมะลิแต่เพียงผู้เดียว โจทก์กับพวกรวมทั้งพลโทสมิง ไตลังคะ กับนางสมจิตต์ ชมชัยยาไปยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยโจทก์ประสงค์จะขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวร่วมกับจำเลย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลย โดยโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวคนละหนึ่งในแปดส่วน โจทก์ที่ 3 มีหนึ่งในสี่ส่วน ให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยใส่ชื่อโจทก์ทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ตามส่วนดังกล่าว ห้ามจำเลยคัดค้านห้ามจำเลยคัดค้าน หากจำเลยไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้โจทก์จำเลยออกค่าธรรมเนียมตามส่วน จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่เพียง 6 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวาเท่านั้น มิใช่ 13 ไร่ ตามฟ้อง ที่ดินดังกล่าวนายเหมือน นายเถื่อน และนางเลื่อนได้สละการครอบครองและไม่ยึดถือที่ดินนานแล้วตั้งแต่ครั้งที่บุคคลทั้งสามยังมีชีวิตอยู่นายมะลิได้ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนโดยทำประโยชน์และปลูกบ้านอยู่อาศัยตลอดมาจนถึงแก่กรรม หลังจากนั้นจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทและที่ดินส่วนที่เกินอีก 6 ไร่โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว ที่ดินทั้งหมดเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว นางแอ๊ดมิได้ยกสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โจทก์ที่ 2 มิใช่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเฟื่องบุตรของนายเถื่อนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 กับทายาทของนางเลื่อนและทายาทของนายเถื่อนไม่เคยทำประโยชน์หรือยึดถือหรือครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนแต่อย่างใด ส่วนโจทก์ที่ 4 เคยอาศัยอยู่บ้านของนายมะลิเมื่อครั้งที่นายมะลิยังมีชีวิตอยู่ แต่ต่อมานายมะลิไล่โจทก์ที่ 4 ออกจากบ้านและที่ดินพิพาทโจทก์ที่ 4 จึงสละการครอบครองและไม่ยึดถือที่ดินพิพาท ทั้งมิได้เข้าทำประโยชน์หรือยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเมื่อหักส่วนที่เป็นสาธารณะออกแล้วคงเหลือเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ เท่านั้น มิใช่ 8 ไร่ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองจากจำเลยเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง เพราะล่วงเวลานาน 20 ปีเศษแล้ว โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 สำหรับโจทก์ที่ 4 ฟ้องคดีมรดกของนายมะลิซึ่งเป็นบิดาเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่นายมะลิถึงแก่กรรมทั้งเป็นการฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่นายมะลิถึงแก่กรรม คดีโจทก์ที่ 4 จึงขาดอายุความ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสี่เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยการรับมรดกและโดยการยกให้ตั้งแต่เมื่อใด จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัด ซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุมจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและที่ดินส่วนเกินอีกประมาณ 6 ไร่ ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำคัดค้านและโจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีนี้เป็นการขัดขวางการรังวัดของจำเลยโดยที่โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นการละเมิดสิทธิของจำเลย ทำให้จำเลยเสียหายไม่อาจดำเนินการออกโฉนดที่ดินได้ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ทั้งสี่ถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยและห้ามโจทก์ทั้งสี่ขัดขวางหรือคัดค้านหรือยุ่งเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินของจำเลย หากโจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามคำฟ้องการที่จำเลยยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเพื่อจะเอาที่ดินพิพาทเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสี่ การที่โจทก์ทั้งสี่แยกย้ายไปประกอบอาชีพที่อื่นเนื่องจากที่ดินพิพาทและในละแวกเดียวกันกับที่ดินพิพาทไม่สามารถทำประโยชน์ได้จำเป็นต้องเปลี่ยนอาชีพโดยไปหากินที่อื่น มิได้มีเจตนาสละการครอบครองที่ดินพิพาท โดยสมัครใจ แต่ยังคงยึดถือที่ดินพิพาทอยู่ โดยต่างครอบครองแทนกันและกัน โจทก์ทั้งสี่ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 3 หนึ่งในสี่ส่วน เป็นของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละหนึ่งในแปดส่วน คำฟ้องของโจทก์ที่ 4 ให้ยกและให้ยกคำขอส่วนอื่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2550/2543 · ทนอย Thanoy