คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 2550/2544
หลักกฎหมาย
จำเลยยอมรับว่า จำเลยมีน้ำมันเครื่องซึ่งเป็นน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดตามที่โจทก์ฟ้องเป็นปริมาณเกินกว่า 200 ลิตร จึงเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 25 ตรี วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดมีปริมาณตั้งแต่สองร้อยลิตรขึ้นไป ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่าย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้มีน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อใช้ในกิจการของตน หรือได้น้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมาโดยไม่ทราบว่าเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด" ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงสันนิษฐานได้แล้วว่า จำเลยปลอมปนน้ำมันเครื่องเพื่อจำหน่าย จำเลยมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว การที่จำเลยปลอมปนน้ำมันหล่อลื่นแล้วบรรจุใส่ถังซึ่งมีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายประทับอยู่เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนที่ต้องการซื้อ โดยจำเลยมีเจตนาให้ประชาชนที่ซื้อน้ำมันหล่อลื่นนั้นหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหายเป็นการครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272(1) แล้ว แม้ถังน้ำมันหล่อลื่นที่มีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายติดอยู่จะวางอยู่ในบริเวณห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิด ห่างจากชุมชนและจำเลยไม่ได้นำไปแสดงแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนทั่วไปก็ตาม
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ. 2521 มาตรา 4, 13, 25 ตรี, 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33, 83, 91, 272 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 25 ตรี วรรคแรก และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272(1) อันเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ความผิดฐานปลอมปนน้ำมันเพื่อจำหน่ายให้ลงโทษจำคุก1 ปี 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท กระทงหนึ่ง ความผิดเกี่ยวกับการค้าให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท อีกกระทงหนึ่งรวมโทษทุกกระทงจำคุก 1 ปี 12 เดือน และปรับ 52,000 บาทไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษใดมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ริบของกลางทั้งหมด จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ขอหมายค้นจากศาลแล้วเข้าตรวจค้นห้างหุ้นส่วนจำกัดปรีชา ออยล์ โดยจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของห้างดังกล่าวเป็นผู้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นในโรงงาน พบถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ซึ่งมีตราเครื่องหมายการค้าของบริษัทเชลล์อินเตอร์เนชั่นแนลปิโตรเลียม จำกัด ผู้เสียหายติดอยู่ มีน้ำมันหล่อลื่นบรรจุอยู่เต็มถังจำนวน 11 ถัง และพบถังน้ำมันขนาด 200 ลิตรที่ไม่มีตราเครื่องหมายใดติดอยู่จำนวนกว่า 50 ถัง กับพบถังน้ำมันขนาด200 ลิตรจำนวน 1 ถัง ที่ได้เปิดฝาออก มีไม้กวนซึ่งทำจากเหล็ก 1 อันอยู่ในถัง และอุปกรณ์ต่าง ๆ อีกหลายรายการ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดถังบรรจุน้ำมันที่มีตราเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายติดอยู่จำนวน11 ถัง ถังสำหรับผสมหรือใช้กวน 1 ถัง ไม้กวนน้ำมันเครื่อง 1 อันปั๊มมือหมุน 1 ตัว ปั๊มไฟฟ้า 1 เครื่อง เส้นลวดสำหรับปิดภาชนะ 1 มัดคีมตัดลวด 1 อัน ท่อสายยาง 1 เส้น และสมุดแสดงการซื้อขายน้ำมัน2 เล่ม เป็นของกลาง และได้จับกุมจำเลยไปดำเนินคดีโดยนำตัวอย่างน้ำมันหล่อลื่นของกลางที่ยึดได้ไปตรวจพิสูจน์ที่กองน้ำมันเชื้อเพลิงกรมทะเบียนการค้า ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าน้ำมันหล่อลื่นของกลางมีค่าความหนืด 11.15 เซนติสโตกส์ มีปริมาณค่าของด่าง1.90 มิลลิกรัม KOH/กรัม ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศกำหนดไว้ จำเลยเป็นผู้ครอบครองน้ำมันเชื้อเพลิงของกลางชนิดน้ำมันหล่อลื่น ที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดจำนวน 11 ถัง รวมปริมาณ 2,200 ลิตร มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า นายฉัตรชัย พลอาจ พยานโจทก์ซึ่งเบิกความว่าเคยไปติดต่อขอซื้อน้ำมันเครื่องจากจำเลยนั้นไม่น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุและยึดไว้เป็นของกลางยังไม่อาจฟังได้ว่ามีการปลอมปนน้ำมันเครื่องเมื่อโจทก์มิได้มีพยานหลักฐานการล่อซื้อน้ำมันเครื่องจากจำเลยทั้งพยานหลักฐานของจำเลยก็มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าน้ำมันเครื่องของกลาง จำเลยมีไว้สืบเนื่องมาจากกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดปรีชาออยล์ นายจ้างของจำเลย จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีความผิดในข้อหาปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันหล่อลื่นเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยได้ยอมรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีน้ำมันเครื่องซึ่งเป็นน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดตามที่โจทก์ฟ้องจำนวน 11 ถัง ขนาดบรรจุถังละ 200 ลิตรจริงซึ่งคำนวณเป็นปริมาณรวมกันแล้วเกินกว่า 200 ลิตร ก็เข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 25 ตรี วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ. 2521 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดมีปริมาณตั้งแต่สองร้อยลิตรขึ้นไป ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่ายเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้มีน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อใช้ในกิจการของตน หรือได้น้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมาโดยไม่ทราบว่าเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงสันนิษฐานได้แล้วว่า จำเลยปลอมปนน้ำมันเครื่องเพื่อจำหน่าย ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าน้ำมันหล่อลื่นของกลางเป็นน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วของรถบรรทุกน้ำมันซึ่งใช้ขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงไปส่งให้แก่ลูกค้าตามที่ต่าง ๆ อันเป็นกิจการค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดปรีชาออยล์ เปลี่ยนถ่ายไว้ น้ำมันเครื่องดังกล่าวหากเททิ้งไปจะเป็นอันตรายต่อสภาพธรรมชาติ ทั้งสามารถขายให้ผู้รับเหมาก่อสร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง