ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 2553/2544

หลักกฎหมาย

อสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการตามมาตรา 3(5)แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)พ.ศ.2534 หมายถึง อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบกิจการและที่มีไว้เพื่อใช้ในการประกอบกิจการ แม้ยังมิได้นำมาใช้ในการประกอบกิจการ เมื่อมหาวิทยาลัยโจทก์มีที่ดินไว้เพื่อจะพัฒนาเป็นวิทยาเขตซึ่งเป็นกิจการที่อยู่ในวัตถุประสงค์ของโจทก์จึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการ แม้โจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะมุ่งแสวงหากำไร แต่โจทก์ขายที่ดินที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการจึงถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2(6)ประกอบด้วยมาตรา 3(5) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2(6) บัญญัติว่า การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะได้แก่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใด ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา การที่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มาตรา 3กำหนดหลักเกณฑ์ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ลักษณะใดบ้างที่ถือเป็นทางค้าหรือหากำไร จึงเป็นการกำหนดตามที่มาตรา 91/2(6)ให้อำนาจไว้ มิได้ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2522 ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2541 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 2010060/6/100028 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2541 สำหรับภาษีเดือนมิถุนายน2536 ให้ชำระภาษีจำนวน 43,405,243 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่สภ.2/10060/ฝ.2/16/42/335 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบแล้ว แต่โจทก์ได้รับอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายโดยไม่ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งโจทก์ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มตามการประเมินจึงให้ลดภาษีที่เรียกเก็บลงคงเหลือเรียกเก็บเงินภาษี 19,828,800 บาทภาษีส่วนท้องถิ่น จำนวน 1,982,880 บาท รวมจำนวน21,811,680 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำวินิจฉัยดังกล่าว เพราะโจทก์เป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งโดยมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยมีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษาและให้บริการทางวิชาการโดยมิได้แสวงหาผลกำไรเชิงธุรกิจเมื่อปี 2528 และ 2529 โจทก์ซื้อที่ดินบริเวณสี่แยกองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) จำนวน3 แปลง มีเนื้อที่รวม 13 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา ด้วยวัตถุประสงค์จะพัฒนาเป็นวิทยาเขตแห่งใหม่ มิได้มุ่งหวังที่จะซื้อมาเพื่อเก็งกำไรแต่ต่อมาสภามหาวิทยาลัยของโจทก์เห็นว่าที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่น้อยเกินไปไม่เหมาะที่จะพัฒนาให้เป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบจึงมีมติให้ขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเพื่อไปซื้อที่ดินแห่งใหม่วันที่ 24 มิถุนายน 2536 โจทก์ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่บริษัทเจริญกฤษ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในราคา660,960,000 บาท แล้วนำเงินไปซื้อที่ดินบริเวณถนนบางนา-ตราดเนื้อที่ประมาณ 360 ไร่ และดำเนินการก่อสร้างวิทยาเขตแห่งใหม่การขายที่ดินของโจทก์ไม่ได้เป็นการค้าหรือหากำไร และตามถ้อยคำในประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2(6) ไม่มีตอนใดที่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายบริหารจะมีอำนาจกำหนดว่ากรณีใดบ้างเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร เมื่อบทมาตราดังกล่าวได้บัญญัติถ้อยคำ "เป็นทางค้าหรือหากำไร" ไว้ชัดเจนแล้วจึงแสดงว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น ต้องมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าได้กระทำไปเป็นทางค้าหรือหากำไร การที่มาตรา 3(5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มีข้อความกำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการทั้งหมดยกเว้นเฉพาะที่ดินที่ใช้ในเกษตรกรรมต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งสิ้น แม้จะมิได้เป็นทางค้าหรือหากำไรก็ตาม จึงเป็นการขัดต่อบทบัญญัติของมาตรา 91/2(6) ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงไม่อาจใช้บังคับได้ทั้งที่ดินที่โจทก์ซื้อมาและขายไปดังกล่าวโจทก์ยังไม่ได้ใช้หรือดำเนินการใด ๆการถือครองของโจทก์ได้กระทำโดยมิได้นำที่ดินมาเกี่ยวข้องกับกิจการศึกษาของโจทก์ ที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ การประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยจึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 2010060/6/100028ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่สภ.2/10060/ฝ.2/16/42/335 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 21,811,680 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ได้รับคืนตามมาตรา 4 ทศ แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ซื้อที่ดินทั้งสามแปลงมาเพื่อจะพัฒนาเป็นวิทยาเขตแห่งใหม่ จึงเป็นที่ดินที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการของโจทก์ เมื่อโจทก์ขายไปยังได้นำเงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวไปพัฒนาและก่อสร้างมหาวิทยาลัยที่วิทยาเขตบางนา ชำระหนี้บางส่วน และซื้อที่ดินเพิ่มเติมเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยต่อไปจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการอันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2(6) ประกอบด้วยมาตรา 3(5)แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)พ.ศ. 2534 อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ และตามบทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับมาตรา 91/2(6) โดยมาตรา 91/2(6) เป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการส่วนมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวเป็นเรื่องรายละเอียดโจทก์จึงต้องรับผิดเสียภา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2553/2544 · ทนอย Thanoy