คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 256/2553
หลักกฎหมาย
การสอบสวนเป็นเพียงการที่พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายตามที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ การแจ้งข้อหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 นั้นเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวน เพื่อให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าจะถูกสอบสวนในคดีอาญาเรื่องใดเท่านั้น ดังนั้น แม้เดิมจะแจ้งข้อหาหนึ่งแต่เมื่อสอบสวนไปแล้วปรากฏว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานอื่นก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานดังกล่าวมาแล้วแต่แรก ฉะนั้น เมื่อคดีนี้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก ฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์เห็นว่าพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกเข้าองค์ประกอบความผิดร่วมกันปล้นทรัพย์โจทก์ก็มีอำนาจที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 340, 340 ตรี, 370 ริบมีดดาบและรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุกคนละ 18 ปี ริบอาวุธมีดดาบและรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน บตษ กรุงเทพมหานคร 722 ของกลาง จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งกัน ฟังยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2546 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับนายสุทัศ นั่งรับประทานอาหารอยู่ที่ร้านขายอาหารอีสานหน้าปั๊มน้ำมันบางจาก ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ได้ถูกคนร้ายเป็นชาย 3 คน ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาจอดบริเวณหน้าร้านขายอาหาร แล้วเข้ามาพูดจาหาเรื่องข่มขู่ผู้เสียหายทั้งสองกับพวก โดยพวกของคนร้ายคนหนึ่งชักมีดดาบยาวประมาณ 2 ฟุต ออกมาข่มขู่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ถอดต่างหูทองคำหนักครึ่งสลึง ราคาประมาณ 650 บาท ที่ใส่อยู่ที่หูส่งมอบให้และข่มขู่ให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปซื้อเบียร์ให้ 2 ขวด ราคา 76 บาท จากนั้นคนร้ายทั้งสามได้พากันนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีไป หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลบางโพงพาง ตรวจท้องที่ผ่านมาได้รับแจ้งเหตุจากกลุ่มผู้เสียหายแล้วได้ออกติดตามจับกุมคนร้าย จนเวลาประมาณ 2.30 นาฬิกา ก็พบจำเลยทั้งสามนั่งดื่มเบียร์อยู่ที่ริมถนนบริเวณหน้าบ้านจำเลยที่ 3 ซอยสาธุประดิษฐ์ 28 ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร โดยมีรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน บตษ กรุงเทพมหานคร 722 ที่ได้รับแจ้งว่า เป็นรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้เป็นยานพาหนะขับหลบหนีไปจอดอยู่ข้าง ๆ จึงเข้าทำการตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมยึดได้เบียร์ที่เปิดดื่มไปแล้วครึ่งขวด และให้จำเลยที่ 1 พาไปเอามีดดาบที่ซ่อนไว้บนกำแพง 1 เล่ม กับเบียร์อีก 1 ขวด ยังไม่ได้เปิดที่ซ่อนไว้อยู่ข้างกำแพง ยึดไว้เป็นของกลาง ในชั้นจับกุมและสอบสวนกล่าวหาจำเลยทั้งสามว่าเป็นคนร้ายที่ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ โดยมีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ และพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและไม่มีเหตุสมควร ต่อมาพนักงานสอบสวนได้สอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งพนักงานอัยการแล้ว ได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่าร่วมกันปล้นทรัพย์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อหาเพิ่มเติม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 เป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันกับพวกปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 หรือไม่ เห็นว่า การสอบสวนเป็นเพียงการที่พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายตามที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ การแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 นั้นเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวน เพื่อให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าจะถูกสอบสวนในคดีอาญาเรื่องใดเท่านั้น ดังนั้น แม้เดิมจะแจ้งข้อหาหนึ่งแต่เมื่อสอบสวนไปแล้วปรากฏว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานอื่น ก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานดังกล่าวมาแล้วแต่แรก ฉะนั้น เมื่อคดีนี้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก ฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ดังกล่าวมาแล้ว แต่เมื่อโจทก์เห็นว่าพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก เข้าองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โจทก์ก็มีอำนาจที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหายทั้งสองตามฟ้องหรือไม่... เห็นว่า สถานที่เกิดเหตุอยู่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน มีร้านขายอาหารและมีร้านสะดวกซื้อไดมอนกรีน ตั้งอยู่ในบริเวณปั๊ม จึงเชื่อว่าบริเวณดังกล่าวมีแสงสว่างจากไฟฟ้าเพียงพอที่จะมองเห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจนตามที่ร้อยตำรวจเอกเรืองวิทย์เบิกความไว้ ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกได้เข้ามาพูดจาหาเรื่องกับกลุ่มผู้เสียหายที่นั่งรับประทานอาหารที
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง