คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 2565/2546
หลักกฎหมาย
โจทก์ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จากจำเลยที่ 3มาเป็นของโจทก์และโจทก์ได้เข้าครอบครองแล้ว ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ ส. อันมีผลทำให้ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 5 ในคดีดังกล่าวหมดสิ้นไปทันที โจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทคืนจากฝ่ายจำเลยผู้ขายได้ การที่ ส. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนยังมิได้ชำระเงิน ส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ขายหรือยังมิได้ดำเนินการบังคับคดีในคดีก่อน เป็นกรณีที่ ส. กับจำเลยทั้งห้าจะต้องไปว่ากล่าวกันต่อไปในคดีดังกล่าว หาทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทของโจทก์ที่ถูกเพิกถอนไปแล้วกลับคืนมาอีกไม่ ก่อนฟ้องคดีโจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ให้คืนเงินค่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2540 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก และมาตรา 204 วรรคแรก ประกอบมาตรา 224 วรรคแรก จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2533 จำเลยทั้งสามร่วมกันขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28505 พร้อมอาคาร 1 คูหา เลขที่ 1/17 แก่โจทก์ ในราคา 2,350,000 บาท และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แล้ว โจทก์เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารตลอดมา ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2534 นายสมชาย แซ่ตั้งหรือภูอมรเลิศ เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทเกียรติศิริค้าไม้และก่อสร้าง จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 นางสาวสุนีย์ นิ่มกรชัยที่ 2 นางชัชวดี อัมภิกาภรณ์ ที่ 3 นางจิตนา ทัสนิยม ที่ 4 และโจทก์เป็นจำเลยที่ 5ต่อศาลแพ่งธนบุรี ให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28505 ระหว่างจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ให้กรรมสิทธิ์กลับมาเป็นของนางสาวสุนีย์ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนบริษัทเกียรติศิริค้าไม้และก่อสร้าง จำกัด แล้วให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารให้แก่นายสมชายพร้อมรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารระหว่างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผลให้โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสามต้องร่วมรับผิดคืนเงินค่าที่ดินและอาคาร 2,350,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารพาณิชย์มาชำระค่าที่ดินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลแพ่งธนบุรีมีคำพิพากษาถึงวันฟ้องเป็นเวลา4 ปี 4 เดือน 22 วัน เป็นดอกเบี้ย 1,548,746.50 บาท และยังต้องรับผิดเนื่องจากศาลพิพากษาเพิกถอนการซื้อขาย ทำให้โจทก์ต้องเจรจาตกลงจ่ายเงินแก่คู่กรณีเป็นเงิน2,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 5,898,746.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยร่วมกันขายที่ดินและอาคารพิพาทแก่โจทก์ เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินรวม 6 แปลง ซึ่งจำนองไว้แก่ธนาคารมหานคร จำกัด ต่อมาประมาณปี 2531นายสมเกียรติ นิ่มกรชัย ขอซื้อที่ดินดังกล่าวในราคา 7,500,000 บาท เพื่อปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จำหน่าย ตกลงชำระเงิน3,000,000 บาท ในวันโอนกรรมสิทธิ์และไถ่ถอนจำนอง ส่วนที่เหลือ 4,500,000 บาทผ่อนชำระเป็นเช็ค ภายหลังนายสมเกียรติไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนจำนองได้ จึงขอให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นางสาวสุนีย์ นิ่มกรชัย นายสมยศ นิ่มกรชัย และนายกฤตโกมลฤทธิ์ เนื่องจากบุคคลทั้งสามจะเป็นผู้ติดต่อแหล่งเงินกู้มาไถ่ถอนจำนอง และต่อมาสามารถหาเงินมาไถ่ถอนจำนองได้ จำเลยที่ 1 จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลทั้งสาม และในวันเดียวกันนายสมเกียรติและบุคคลทั้งสามร่วมกันออกเช็คจำนวน 9 ฉบับ รวมเป็นเงิน 4,500,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 1 เพื่อชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือ ซึ่งภายหลังสามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ฉบับเดียวจำนวน400,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงทวงถามค่าที่ดิน แต่บุคคลทั้งสี่ขอผัดผ่อนให้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ออกจำหน่ายก่อนจึงจะนำเงินมาชำระ ซึ่งต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินและปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 9 คูหา เลขที่ 1/15 ถึง 1/23 โดยที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 28505 พร้อมอาคารเลขที่ 1/17 มีนางสาวสุนีย์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินที่แบ่งแยกและปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ทุกแปลงได้จดทะเบียนจำนองไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยเม็กซ์ จำกัด ภายหลังบุคคลทั้งสี่ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์เลขที่ 1/17 ถึง 1/23 รวม 7 คูหา ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ที่เหลือทั้งหมด โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งหมด จำเลยที่ 1 ตกลงและโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นบุตรสาวถือกรรมสิทธิ์แทนโดยไม่ทราบว่าที่ดินและอาคารเลขที่ 1/17 มีภาระผูกพันอยู่กับบุคคลอื่น ต่อมาจำเลยที่ 3 บุตรสะใภ้ของจำเลยที่ 1 จะซื้อที่ดินและอาคารพิพาทและขอให้โอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 3 ก่อนเพื่อนำไปขอกู้เงินและจำนองแก่ธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 1 จึงจดทะเบียนโอนให้ แต่จำเลยที่ 3 ไม่สามารถกู้เงินได้จึงขอยกเลิกการซื้อขาย จำเลยที่ 1 เกรงจะเสียค่าใช้จ่ายในการโอนเป็นเงินจำนวนมากจึงมิได้จดทะเบียนโอนคืน แต่ให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นการโอนลอยคืนแก่จำเลยที่ 1 ครั้นวันที่ 15สิงหาคม 2533 โจทก์ติดต่อซื้อที่ดินและอาคารพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา 2,350,000บาท และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2533 แต่ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2534 นายสมชาย แซ่ตั้ง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งธนบุรี ขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทดังกล่าวแล้วให้จดทะเบียนโอนแก่นายสมชาย คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาท ให้กรรมสิทธิ์กลับมาเป็นของนางสาวสุนีย์ นิ่มกรชัย ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนบริษัทเกียรต
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง