ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 2567/2560

หลักกฎหมาย

การที่โจทก์จะฟ้องคดีภาษีอากรต่อศาลภาษีอากรกลางได้จะต้องเป็นคดีที่ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 สำหรับคดีเกี่ยวกับการขอคืนภาษีอากรนั้น ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้ขอคืนเงินค่าภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้น ตามมาตรา 9 ทั้งต้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืน โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาโจทก์ได้ชี้แจงและนำส่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ประกอบการขอคืนเพิ่มเติม จำเลยมีหนังสือยกเลิกคำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร และโอนเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ แต่ไม่คืนดอกเบี้ยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 4 ทศ เห็นได้ว่าดอกเบี้ยตามมาตรา 4 ทศ เป็นดอกผลโดยนิตินัยของภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์เสียเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องเสีย และจำเลยต้องพิจารณาสั่งคืน เมื่อจำเลยสั่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ไม่คืนดอกเบี้ยแก่โจทก์ ย่อมมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามกฎหมายแพ่งแล้ว การคำนวณดอกเบี้ยต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันครบกำหนดระยะเวลาสามเดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากรข้อ 1 (2) มิใช่นับแต่วันส่งเอกสารจนครบ เนื่องจากการที่เจ้าพนักงานเรียกให้ส่งมอบเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ ตามข้อ 2 วรรคสาม มีผลเพียงให้ระงับการคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันสุดท้ายของเวลาที่เจ้าพนักงานสั่ง ตามข้อ 2 วรรคสี่ เท่านั้น เมื่อนับแต่วันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีในเดือนภาษีที่พิพาทแต่ละฉบับจนถึงวันที่ลงนามในคำสั่งคืนเงินเป็นระยะเวลาที่พ้นกำหนดสามเดือน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ย ตามหนังสือที่แจ้งให้โจทก์ไปพบเจ้าพนักงานเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและนำส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 18 เมษายน 2556 เป็นคำสั่งของเจ้าพนักงานที่เรียกเอกสารหรือพยานหลักฐานที่กำหนดเวลาไว้น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง ซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ข้อ 2 วรรคสาม จำเลยไม่อาจระงับการคิดดอกเบี้ยแก่โจทก์ได้ โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน กฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ข้อ 1 วรรคสอง นั้น ให้คิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่จำเลยลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน หลังจากนั้นไม่มีการคิดดอกเบี้ยแก่โจทก์อีก จำเลยชอบที่จะเร่งรัดคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระเกินไปพร้อมดอกเบี้ย เมื่อจำเลยลงนามในหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์แล้ว จำเลยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแก่โจทก์อีกต่อไป การที่ดอกเบี้ยการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มหยุดลงตั้งแต่วันที่จำเลยลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนภาษีแล้ว หาใช่การคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดไม่ โจทก์ชอบที่จะได้รับการเยียวยาความเสียหาย เนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของมาตรา 4 ทศ ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ภายในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ระหว่างการพิจารณา จำเลยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แล้วบางส่วนจำนวน 651,143.76 บาท ความเสียหายในส่วนนี้ได้รับการบรรเทาไปแล้ว จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดอกเบี้ยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยังค้างจ่ายแก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนภาษีจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินค่าดอกเบี้ยค้างจ่ายแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,996,262.24 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดเงิน 1,996,262.24 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อจำเลยเจ็ดเดือนภาษี ซึ่งต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อจำเลย แล้วต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2557 จำเลยมีหนังสือแจ้งยกเลิกการไม่คืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์ และวันที่ 25 มีนาคม 2557 จำเลยได้โอนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืนให้แก่โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 13,344,554.24 บาท โจทก์จึงมีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 เมษายน 2557 ขอให้จำเลยสั่งคืนดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร แล้วโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 ภายหลังโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2557 จำเลยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จำนวน 651,143.76 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จะฟ้องคดีภาษีอากรต่อศาลภาษีอากรกลางได้จะต้องเป็นคดีที่ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 สำหรับคดีเกี่ยวกับการขอคืนภาษีอากรนั้น ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้ขอคืนเงินค่าภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 9 คดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนจนกระทั่งจำเลยมีคำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากร ต่อมาโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง และจำเลยมีหนังสือยกเลิกหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ ย่อมเป็นการเข้าหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 และมาตรา 9 ทั้งต้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังยุติว่า เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืน โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาโจทก์ได้นำส่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ประกอบการขอคืนเพิ่มเติมและชี้แจงจนเจ้าพนักงานของจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือชี้แจงของโจทก์มีเหตุผลรับฟังได้ถึงการขายสินค้าต่ำกว่าทุนและราคาขายสินค้าประเภทและชนิดเดียวกันที่มีราคาแตกต่างกัน จึงมีหนังสือยกเลิกคำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ต่อมาวันที่ 25 มีนาคม 2557 จำเลยโอนเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ 13,344,554.24 บาท แต่ไม่คืนดอกเบี้ยสำหรับการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร ให้อธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง และดอกเบี้ยตามวรรคหนึ่ง มิให้เกินกว่าจำนวนภาษีอากรที่ได้รับคืน และให้จ่ายจากเงินภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามประมวลรัษฎากรนี้ เห็นได้ว่าดอกเบี้ยตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร ก็เป็นดอกผลโดยนิตินัยของภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์เสียเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องเสีย ซึ่งมีบทบัญญัติตามมาตรา 4 ทศ กำหนดให้จำเลยต้องพิจารณาสั่งคืน เมื่อจำเลยสั่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ไม่คืนดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยปฏิบัติตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ ย่อมมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามกฎหมายแพ่งแล้ว โดยจำเลยต้องพิจารณาตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร อันเป็นหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามแนวทางปฏิบัติของจำเลย ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรอยู่ในอำนาจควบคุมดูแลของจำเลย กรณีสรรพากรพื้นที่ปทุมธานี 2 อ้างว่า ได้มีหนังสือหารือไปยังสรรพากรภาค 4 และสรรพากรภาค 4 อ้างว่ายังไม่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน จึงส่งเรื่องหารือสำนักมาตรฐานการจัดเก็บภาษี ต่อมาสำนักกฎหมายมีหนังสือตอบข้อหารือไปยังสำนักมาตรฐานการจัดเก็บภาษีก็เป็นภายหลังจากโจทก์กับจำเลยมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง