ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 2573/2546

หลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้เห็นและยินยอมให้จำเลยที่ 2 มารดาเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้จะขาย ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ฝ่ายผู้จะซื้อ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาในฐานะคู่สัญญาฝ่ายผู้จะขายก็ตาม แต่การแสดงออกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวเป็นการเชิดให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นมารดาและผู้ครอบครองที่ดินพิพาทออกเป็นตัวแทนหรือยินยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1และที่ 3 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทอันจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันต่อโจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 และการนำจำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าเป็นคู่สัญญากับโจทก์ ก็หาจำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ไม่ ทั้งการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 หาใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาจะซื้อขายอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ไม่ เพราะเป็นแต่เพียงการนำสืบความจริงว่า จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนเข้าเป็นคู่สัญญากับโจทก์เท่านั้น

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาจะซื้อขายทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 13026 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ในราคาไร่ละ 100,000 บาท ให้แก่โจทก์โดยตกลงว่าจำเลยทั้งสามจะไปจดทะเบียนรับโอนมรดก แบ่งแยกและจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ภายหลัง โจทก์วางมัดจำให้จำเลยทั้งสามไว้เป็นเงิน 45,000 บาท ในวันเดียวกันจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงขายที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 5 ไร่ ตั้งอยู่ติดกับที่ดินแปลงแรก ในราคา50,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์วางมัดจำไว้เป็นเงิน 10,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสี่ผิดนัดไม่ไปรังวัดแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนและไม่ส่งมอบการครอบครองที่ดินมือเปล่าให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13026 เนื้อที่ 1 ไร่2 งาน ตามตำแหน่งในรูปที่ดินตามแผนที่ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 รับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 105,000 บาท หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชำระค่าเสียหายจำนวน90,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่งมอบการครอบครองที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 5 ไร่ตามฟ้องพร้อมรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 40,000 บาท จากโจทก์ และชำระค่าเสียหายจำนวน 30,000 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินโฉนดพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่นายสดอุ่นธรรม สามีจำเลยที่ 2 ทำพินัยกรรมให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อขายให้แก่โจทก์บางส่วนโดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ตกลงยินยอม และไม่มีอำนาจจะทำได้ตามสัญญาไม่กำหนดวันจดทะเบียนโอนจึงตกเป็นโมฆะ ส่วนที่ดินมือเปล่าจำเลยที่ 3และที่ 4 ตกลงขายไร่ละ 40,000 บาท แต่โจทก์เขียนสัญญาผิด จำเลยทั้งสี่ติดต่อให้โจทก์แก้ไขแต่โจทก์เพิกเฉย สัญญาทั้งสองฉบับจึงไม่ผูกพันจำเลยทั้งสี่ ค่าเสียหายอย่างมากไม่เกินสัญญาละ 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13026 ตำบลเขาพระอำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ตามตำแหน่งในรูปแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ให้แก่โจทก์ และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน105,000 บาท หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2533เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะชำระเงินเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินมือเปล่าตามเอกสารหมาย จ.3 ตกเป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินมือเปล่าตามเอกสารหมาย จ.3 ตกลงซื้อขายกันในราคาไร่ละ10,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาดังกล่าวในราคาตามที่ตกลงซื้อขายกันจึงไม่ได้เข้าใจผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมในขณะทำสัญญา สัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 จึงไม่ตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การต่อสู้ว่า ตกลงกับโจทก์ขายที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ในราคาไร่ละ 40,000 บาท แต่โจทก์เขียนสัญญาผิดไปว่าขายที่ดินประมาณ 5 ไร่ เป็นเงิน 40,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4ลงลายมือชื่อในสัญญาโดยไม่ได้อ่านข้อความในสัญญาดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4นางสาวทิพวรรณ อุ่นธรรม บุตรจำเลยที่ 4 และนางสาววรรณนภา ปรีดาวรรณภรณ์ เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ความทำนองเดียวกันเพียงว่า ตกลงซื้อขายที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 5 ไร่ ราคาไร่ละ 40,000 บาท ฝ่ายโจทก์เป็นผู้เขียนสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.3 โดยมีการวางมัดจำเป็นเงิน 10,000 บาท ผู้เขียนสัญญาไม่ได้อ่านสัญญาให้ฟัง และจำเลยที่ 4 ก็ไม่ได้อ่านสัญญาดังกล่าว ฝ่ายโจทก์นอกจากจะมีตัวโจทก์เบิกความประกอบสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.3 ยืนยันว่า ซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ตกลงกันไร่ละ 10,000 บาท วางมัดจำไว้เป็นเงิน 10,000 บาท แล้วโจทก์มีนายรักษ์ อโนดาษ และนายประสิทธิ์ แสงอรุณ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่านายรักษ์และนายประสิทธิ์เป็นนายหน้าพาโจทก์มาซื้อที่ดินมีโฉนดตามเอกสารหมายจ.1 กับจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 1 ไร่ครึ่ง นอกจากนี้โจทก์ยังได้ซื้อที่ดินมือเปล่าซึ่งอยู่ด้านหลังติดกับที่ดินดังกล่าวของจำเลยที่ 3 รวมไปด้วย ที่ดินมือเปล่าตกลงขายกันไร่ละ 10,000บาท แ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2573/2546 · ทนอย Thanoy