ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 2581/2561

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 4 ให้ดำเนินการชั้นบังคับคดียึดทรัพย์สินของโจทก์ออกขายทอดตลาด และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำหนังสือถึงโจทก์ขอให้ชำระหนี้ โดยจำเลยที่ 4 มิได้โต้แย้งคัดค้านหรือนำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงยังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนวันนัดขายทอดตลาดนัดแรก จำเลยที่ 1 รับแจ้งว่า พ. บุตรของโจทก์ประสงค์จะชำระหนี้ของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 4 และมีการให้โจทก์ทำหนังสือขอให้พิจารณาอนุมัติคำขอประนอมหนี้ ให้โจทก์ลงลายมือชื่อ เพื่อนำเสนอต่อผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 4 พิจารณาเห็นสมควรที่จะอนุมัติตามคำขอของโจทก์หรือไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เชิดจำเลยที่ 1 ออกแสดงเป็นตัวแทนของตนหรือจำเลยที่ 4 รู้แล้วยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 ในการมีนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 821 จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตน เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 ได้รับหนังสือขอประนอมหนี้ของโจทก์ และให้โจทก์ผ่อนชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้แก่จำเลยที่ 4 เรื่อยมา แต่มิได้มีการส่งคำขอประนอมหนี้ของโจทก์แก่จำเลยที่ 4 เพื่อพิจารณา และไม่ได้ดำเนินการให้มีการงดการขายทอดตลาดตามที่ได้มีการขอประนอมหนี้ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ จนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ย่อมเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 ที่ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ทรัพย์สิน อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ในฐานะตัวการต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์ในผลแห่งละเมิด ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ดำเนินการถอนบังคับคดีและคืนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 126834 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 242 แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและค่าเสียหายเป็นเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กันยายน 2557) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางเพชรินทร์ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2551 โจทก์เป็นลูกหนี้จำเลยที่ 4 ซึ่งพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 58,556.56 บาท แก่จำเลยที่ 4 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 57,478.84 บาท นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2553 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงจากจำเลยที่ 4 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 4 ดำเนินการชั้นบังคับคดียึดทรัพย์สินของโจทก์ออกขายทอดตลาด จากนั้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของโจทก์ และวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของโจทก์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 126834 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 242 โดยประเมินราคารวมเป็นเงิน 779,520 บาท ครั้นวันที่ 2 ธันวาคม 2556 เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ครั้งแรกในวันที่ 22 มกราคม 2557 แต่ก่อนวันนัดขายทอดตลาดครั้งแรกนางเพชรินทร์ บุตรของโจทก์ติดต่อเจรจาขอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 4 และพนักงานของจำเลยที่ 3 ร่างหนังสือฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2557 ขอให้พิจารณาอนุมัติคำขอประนอมหนี้ ให้โจทก์ลงลายมือชื่อ และนางเพชรินทร์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 4 ทางเครื่องฝากถอนอัตโนมัติ ครั้งแรกวันที่ 31 มกราคม 2557 ครั้งที่ 2 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ครั้งที่ 3 วันที่ 31 มีนาคม 2557 ครั้งที่ 4 วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 และครั้งที่ 5 วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ครั้งละ 15,000 บาท เป็นเงิน 75,000 บาท แต่ภายหลังนางเพชรินทร์ทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไปแล้วเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2557 โดยนางสาวรัฐนันท์เป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์จากการขายทอดตลาดในราคา 610,000 บาท คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์มิได้อุทธรณ์ ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ในประการแรกมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 4 ให้ดำเนินการชั้นบังคับคดียึดทรัพย์สินของโจทก์ออกขายทอดตลาด และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำหนังสือถึงโจทก์ขอให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4330/2551 ของศาลแขวงพระนครใต้ โดยจำเลยที่ 4 มิได้โต้แย้งคัดค้านหรือนำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงยังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนวันนัดขายทอดตลาดนัดแรก จำเลยที่ 1 รับแจ้งว่านางเพชรินทร์บุตรของโจทก์ประสงค์จะชำระหนี้ของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 4 และมีการให้โจทก์ทำหนังสือขอให้พิจารณาอนุมัติคำขอประนอมหนี้ ให้โจทก์ลงลายมือชื่อ เพื่อนำเสนอต่อผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 4 พิจารณาเห็นสมควรที่จะอนุมัติตามคำขอของโจทก์หรือไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เชิดจำเลยที่ 1 ออกแสดงเป็นตั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2581/2561 · ทนอย Thanoy