ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 2588/2564

หลักกฎหมาย

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบัญญัติหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..." ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และ พ.ร.ก. ดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ก. นี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่ พ.ร.ก. นี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่ พ.ร.ก. นี้ใช้บังคับ คดีนี้โจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยของเงินที่ได้รับไว้นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2560 ต่อมาจำเลยได้ทวงถามให้โจทก์ชำระเงินคืน และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 จำเลยฟ้องแย้งขอเรียกคืนเงินสำรองและค่าเสียหาย จึงมีการคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระก่อนที่ พ.ร.ก. นี้ใช้บังคับ กรณีต้องนำบทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับ โดยจำเลยมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละสามต่อปีตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีเท่ากับร้อยละห้าต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันเป็นวันที่ พ.ร.ก. นี้มีผลใช้บังคับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่ พ.ร.ก. นี้ใช้บังคับในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ทั้งนี้ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 414,256 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 2,105,576.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 949,618.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,946.40 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องแย้ง (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560) ต้องไม่เกิน 24,590.26 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 448,672.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 414,256 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (26 กันยายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์มีนายสมชาย เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน จำเลยประกอบกิจการให้เช่าห้องพัก ชื่ออาคาร ส. มีนายสุทธิ นายวิโรจน์ และนายคเณตร์ เป็นกรรมการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 จำเลยว่าจ้างโจทก์ปรับปรุงห้องพักของอาคาร ส. ชั้นที่ 2 ถึงที่ 4 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ทำใบเสนอราคาค่าปรับปรุงห้องพักชั้นที่ 3 และที่ 4 เป็นเงิน 556,600 บาท และวันที่ 6 มีนาคม 2560 โจทก์ทำใบเสนอราคาค่าปรับปรุงห้องพักชั้นที่ 2 ถึงที่ 4 รวมค่าดำเนินการและกำไรเป็นเงินทั้งสิ้น 985,780 บาท วันที่ 17 มีนาคม 2560 โจทก์ทำใบสั่งจ้างไปยังจำเลยระบุค่าจ้างเป็นเงิน 985,780 บาท โจทก์เริ่มเข้าทำงานวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ระหว่างสัญญาโจทก์ขอเบิกเงินจากจำเลย 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 จำนวน 200,000 บาท วันที่ 29 มีนาคม 2560 จำนวน 300,000 บาท และวันที่ 27 เมษายน 2560 จำนวน 250,000 บาท รวมเป็นเงิน 750,000 บาท วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 โจทก์มีหนังสือขอเบิกเงินจากจำเลย 200,000 บาท และวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 โจทก์มีหนังสือขอเบิกเงินจากจำเลย 35,780 บาท และ 178,476 บาท รวมเป็นเงิน 414,256 บาท วันที่ 16 สิงหาคม 2560 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างที่เหลือทั้งหมด วันที่ 12 กันยายน 2560 โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระเงินส่วนที่ค้าง 414,256 บาท ภายใน 7 วัน วันที่ 18 กันยายน 2560 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ปฏิเสธการจ่ายเงินตามที่โจทก์เรียกร้อง กับขอให้โจทก์คืนเงินสำรองค่างานและค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 591,171 บาท ภายใน 7 วัน นับแต่วันรับหนังสือ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ผิดสัญญาและต้องรับผิดต่อจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยตามสัญญาจ้างทำของ โจทก์ผู้รับจ้างย่อมมีหน้าที่ทำการงานจนสำเร็จให้แก่จำเลยผู้ว่าจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ในกรณีนี้คือการปรับปรุงห้องพักให้อยู่ในสภาพที่พร้อมต่อการเข้าอยู่อาศัยของลูกค้าในกิจการห้องพักให้เช่าของจำเลย ส่วนสินจ้างอันพึงใช้ให้ เมื่อตามสำเนาใบเสนอราคาและใบสั่งจ้างมิได้มีข้อสัญญากำหนดว่าจะส่งรับมอบการงานที่ทำเป็นส่วน ๆ และได้ระบุจำนวนสินจ้างไว้เป็นส่วน ๆ เพื่อการงานแต่ละส่วนในเวลาที่รับเอาส่วนนั้น จำเลยจึงพึงชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์เมื่อจำเลยรับมอบการงานที่ทำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 ทั้งในการขอเบิกเงินแต่ละครั้ง โจทก์ยังระบุว่า ขอเบิกเงิน (สำรอง) ซึ่งมีความหมายชัดอยู่ในตัวว่า เป็นการขอรับเงินล่วงหน้าเผื่อเหลือเผื่อขาดก่อนที่จะทำการงานเสร็จ ไม่อาจแปลความของคำว่าเงินสำรองเป็นค่าจ้างตามงวดงานได้ ที่โจทก์ระบุในหนังสือว่าโจทก์ดำเนินงานปรับปรุงแล้วเสร็จบางส่วน จึงขอเบิกเงิน (สำรอง) ก็ไม่มีรายละเอียดว่าเป็นงานประเภทใดบ้างที่ทำเสร็จและได้เนื้องานเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 คิดเป็นเงิน 200,000 บาท วันที่ 29 มีนาคม 2560 คิดเป็นเงิน 300,000 บาท และวันที่ 27 เมษายน 2560 คิดเป็นเงิน 250,000 บาท ลำพังภาพถ่ายสภาพห้องพักขณะปรับปรุง ยังไม่เพียงพอต่อการรับฟังว่าเป็นการงานที่ทำเสร็จ กับได้ความอีกว่า ในการทำงานโจทก์ให้นายกรณ์ รับเหมาช่วงงานไปทำต่ออีกทอดหนึ่ง มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์โดยนายสมชายหรือลูกจ้างขอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง