ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549

ฎีกาที่ 2598/2549

หลักกฎหมาย

การยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต้องยื่นต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีการส่งหนังสือบอกกล่าวแจ้งคำชี้ขาดไปถึงผู้คัดค้านตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 30 มิใช่นับแต่วันที่อนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาด ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระต้นเงินจำนวน 6,194,347.66 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2543 จำนวน 1,069,967.49 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเสร็จ ส่วนอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระต้นเงินจำนวน 6,194,347.66 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมด้วยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 31 มกราคม 2544 จำนวน 1,542,263.52 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเสร็จ เหตุที่จำนวนดอกเบี้ยที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดวินิจฉัยมากกว่าจำนวนดอกเบี้ยที่ผู้ร้องเรียกร้องเนื่องจากการคำนวณดอกเบี้ยถึงระยะเวลาชำระต่างกัน แต่จำนวนดอกเบี้ยที่ผู้คัดค้านจะต้องชำระให้แก่ผู้ร้องทั้งหมดจะเท่ากันคือคิดตั้งแต่วันที่ผู้คัดค้านผิดนัดจนถึงวันที่ผู้คัดค้านชำระเสร็จ จำนวนดอกเบี้ยที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดวินิจฉัยจึงไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดระบุไว้ในสัญญากู้เงินอยู่แล้ว แม้ผู้ร้องมิได้ระบุอัตราดอกเบี้ยที่เรียกร้องเอาแก่ผู้คัดค้านมาในคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง อนุญาโตตุลาการก็กำหนดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวให้ได้ไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ส่วนคำชี้ขาดวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก็อยู่ในขอบเขตของคำร้องเสนอข้อพิพาท คำชี้ขาดวินิจฉัยจึงไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเช่นกัน กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลจะทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 34 (4)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามกฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบกิจการซื้อขายวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อื่นรวมทั้งน้ำตาลและธัญพืชทุกชนิด ผู้ร้องมอบอำนาจให้นายชวลิต อัตถศาสตร์ และ/หรือนายรุ่งแสง กฤตยพงษ์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2540 ผู้คัดค้านได้ทำสัญญากู้เงินจากผู้ร้องเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐคิดเป็นเงินไทย 160,000,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี และชำระต้นเงินให้เสร็จภายใน 3 ปี หากผู้คัดค้านผิดสัญญาและผู้ร้องได้มีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ไปยังผู้คัดค้านแล้วผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามและไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ให้ถือว่าต้นเงินกู้และดอกเบี้ยถึงกำหนดชำระทันที และผู้คัดค้านจะต้องชำระเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บจากลูกค้า (US Prime Rate บวกร้อยละ 2 ต่อปี) ตามสัญญาเงินกู้ข้อ 17 กำหนดว่า หากมีข้อพิพาทใดๆ เกิดขึ้นตามสัญญากู้เงิน ให้ระงับข้อพิพาทดังกล่าวโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการภายใต้ข้อบังคับการประนอมข้อพิพาทและการอนุญาโตตุลาการของหอการค้าระหว่างประเทศ ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 ผู้คัดค้านได้รับเงินกู้ตามสัญญาจำนวน 6,194,347.66 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 160,000,000 บาท ผู้คัดค้านได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 หลังจากนั้นผู้คัดค้านก็มิได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องอีก ผู้ร้องได้มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ไปยังผู้คัดค้านแต่ผู้คัดค้านเพิกเฉย ผู้ร้องจึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งไปยังผู้คัดค้านเพื่อหาทางแก้ไขข้อพิพาทร่วมกัน แต่ผู้คัดค้านเพิกเฉย ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงนำข้อพิพาทดังกล่าวเสนอต่ออนุญาโตตุลาการของหอการค้าระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2543 เพื่อดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยได้มีการส่งสำเนาคำร้องให้แก่ผู้คัดค้านแล้ว แต่ผู้คัดค้านมิได้ยื่นคำให้การเข้ามาในคดี ต่อมาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2544 อนุญาโตตุลาการได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทว่า ข้อเรียกร้องของผู้ร้องนั้นมีมูลเหตุที่จะอ้างกฎหมายได้ โดยให้ผู้ร้องเป็นผู้ชนะคดี และกำหนดให้ผู้คัดค้านชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินจำนวน 1,542,263.52 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญากู้เงินในอัตราร้อยละ 8 บวกอีกร้อยละ 2 ต่อปี (US Prime Rate) นับจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขอให้บังคับผู้คัดค้านชำระเงินและดอกเบี้ยตามที่อนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยชี้ขาดพร้อมดอกเบี้ยถึงวันยื่นคำร้องขอ รวมเป็นจำนวน 8,568,976.68 ดอลลาร์สหรัฐให้แก่ผู้ร้อง และดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญากู้เงินในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 6,194,347.66 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันยื่นคำร้องขอจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้คัดค้านให้การว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากผู้ร้องไม่ได้เป็นนิติบุคคล การมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีเขตอำนาจดำเนินคดีนี้ ผู้ร้องมิได้ส่งคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องนำคดีมาฟ้องศาลเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 30 คดีเป็นอันขาดอายุความ ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 เป็นสัญญากู้ยืมเงินที่ผู้คัดค้านทำกับนายซากาอิ โทริซาวา เป็นการส่วนตัว มิได้ทำสัญญากับผู้ร้อง อีกทั้งบริษัทผู้ร้องไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงิน หากผู้ร้องให้บุคคลภายนอกกู้เงินจริงย่อมเป็นการกระทำนอกวัตถุประสงค์อันไม่มีผลผูกพันผู้ร้อง การที่ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการต่างประเทศดำเนินการเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบ ผู้ร้องไม่มีอำนาจนำคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมาร้องต่อศาลเพื่อขอให้บังคับตามคำชี้ขาด คำชี้ขาดดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันผู้คัดค้าน เพราะคู่สัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บกพร่องในความสามารถตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คู่สัญญาฝ่ายนั้นตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 34 (1) สัญญาอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ผู้ร้องไม่ได้ส่งคำแปลเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 และ 4 ซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 31 (3) ให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านไม่เคยทราบถึงการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการหรือการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ทั้งผู้ร้องหรือสำนักงานอนุญาโตตุลาการต่างประเทศไม่เคยแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านไม่อาจเข้าต่อสู้คดีต่ออนุญาโตตุลาการต่างประเทศ อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2598/2549 · ทนอย Thanoy