คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2537
ฎีกาที่ 2601/2537
หลักกฎหมาย
วันนำสินค้าเข้านั้น หมายถึงวันที่ยานพาหนะที่บรรทุกสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร มิใช่วันที่ผู้นำเข้ายื่นใบขนสินค้าเพื่อชำระภาษีอากร เมื่อสินค้าของโจทก์และของบริษัท ท. นำเข้าวันเดียวกันโดยเรือลำเดียวกัน แม้โจทก์จะยื่นใบขนสินค้าก่อนก็ไม่ถือว่าโจทก์และบริษัท ท. ได้นำสินค้าเข้ามาต่างวันกันการเปรียบเทียบราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้ากับราคาสินค้าที่บริษัท ท.นำเข้าซึ่งได้ยื่นไว้ก่อนโจทก์จึงถูกต้องแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์สั่งซื้อหินแกรนิตที่ยังไม่ได้ตกแต่งชนิดสีดำและสีแดง จากประเทศซิมบับเว แอฟริกา และนำสินค้าดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2534โจทก์ยื่นใบขนสินค้าสำแดงรายละเอียดสินค้าชนิดสีดำราคา 464,550.53บาท ชนิดสีแดงราคา 774,438.28 บาท เจ้าพนักงานประเมินมีคำสั่งให้เพิ่มราคาสินค้าเฉพาะหินแกรนิตชนิดสีดำ ซึ่งโจทก์ยอมเพิ่มราคาสินค้าตามคำสั่งและได้ชำระภาษีอากรแล้วรับสินค้าไปจากความอารักขาของจำเลย ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2535 โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมินจากกองพิธีการและประเมินอากรของจำเลยให้โจทก์ไปชำระค่าภาษีอากรเพิ่มรวม 535,087.91 บาท ราคาสินค้าที่จำเลยประเมินเพิ่มขึ้น จึงมิใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดและจำเลยไม่มีอำนาจประเมินราคาสินค้าเพิ่มขึ้นหลังจากเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีคำสั่งพอใจบัญชีราคาสินค้า ทั้งโจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรและรับสินค้าที่นำเข้ามาจากจำเลยแล้ว ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินและไม่ต้องชำระภาษีอากรจำนวน 535,087.91 บาท แก่จำเลย จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ยื่นใบขนสินค้าขอชำระภาษีอากรสินค้าหินแกรนิตยังไม่ได้ตกแต่งชนิดสีดำอ่อนและสีแดงอ่อนโดยไม่ได้แยกราคาต่อหน่วยไว้ในบัญชีราคาสินค้า เจ้าหน้าที่ของจำเลยพอใจราคาตามที่โจทก์สำแดงไว้ในใบขนจึงได้ประเมินภาษีอากรหินทั้งสองชนิดรวมเป็นเงิน 825,830 บาท แล้วตรวจปล่อยสินค้าให้โจทก์รับไปเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2534 ต่อมาเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจสอบพบว่าโจทก์กับบริษัทไทยแกรนิต จำกัด ได้สั่งซื้อหินแกรนิตยังไม่ได้ตกแต่งจากบริษัทเดียวกันที่ประเทศสิงคโปร์ สินค้าดังกล่าวกำเนิดจากประเทศเดียวกันคือประเทศซิมบับเว ต้นทางประเทศบรรทุกเดียวกันคือประเทศโมซัมบิก เรือที่ใช้บรรทุกเป็นเรือลำเดียวกันเที่ยวเดียวกัน มาถึงท่าเรือกรุงเทพพร้อมกันในวันที่ 16 เมษายน 2534 เพียงแต่โจทก์ยื่นใบขนก่อนบริษัทไทยแกรนิต จำกัด เพียง 8 วันเท่านั้น แต่โจทก์ยื่นราคาต่อหน่วยของหินแกรนิตสีแดงอ่อนเพียง 602.42 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกันบริษัทไทยแกรนิต จำกัด ยื่นไว้1,200 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเห็นได้ว่าโจทก์ยื่นราคาต่อหน่วยชำระภาษีอากรต่ำกว่าความเป็นจริงและต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงได้ประเมินราคาสินค้าของโจทก์เฉพาะหินแกรนิตชนิดสีแดงอ่อนเพิ่มเป็น 1,200ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อลูกบาศก์เมตร เท่ากับราคาที่บริษัทไทยแกรนิต จำกัด ได้ยื่นไว้ ซึ่งเป็นราคาสูงสุดก่อนรายที่พิจารณาราคาไม่เกิน 3 เดือน ตามคำสั่งที่ 47/2531 ของกรมศุลกากร ทำให้โจทก์ต้องชำระภาษีอากรเพิ่มขึ้นจำนวน 514,209 บาท ซึ่งยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ สำนวนหลังโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2534จำเลยได้นำเอาสินค้าหินแกรนิตซึ่งยังไม่ได้ตกแต่ง ชนิดสีดำอ่อนจำนวน 44,384 กิโลกรัม ชนิดสีแดงอ่อน จำนวน 173,430 กิโลกรัมรวมปริมาตร 50.161 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งผลิตในประเทศซิมบับเวต้นทางบรรทุกคือประเทศโมซัมบิก เข้ามาในราชอาณาจักร โดยจำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าสำแดงราคาสินค้าหินแกรนิตชนิดสีดำอ่อนเป็นเงิน 464,550.53 บาท และชนิดสีแดงอ่อนเป็นเงิน 774,438.28 บาท และขอชำระภาษีอากรจำนวน 825,830 บาทเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 เห็นว่าสินค้าที่จำเลยนำเข้ายังไม่มีราคาท้องตลาดเปรียบเทียบ จึงยอมรับภาษีอากรตามที่จำเลยขอชำระต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบพบว่าสินค้าหินแกรนิตชนิดสีแดงอ่อนที่จำเลยสำแดงราคา 602.42 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อลูกบาศก์เมตรนั้นต่ำกว่าราคาที่บริษัทไทยแกรนิต จำกัดสำแดงไว้เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 ทั้งที่เป็นสินค้าประเภทและชนิดเดียวกันเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 จึงได้ประเมินราคาสินค้าของจำเลยเฉพาะหินแกรนิตชนิดสีแดงอ่อนเพิ่มเป็น 1,200ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อลูกบาศก์เมตรเท่ากับราคาที่บริษัทไทยแกรนิตจำกัด ได้สำแดงไว้โดยอาศัยคำสั่งทั่วไปของกรมศุลกากรที่ 47/2531ทำให้จำเลยต้องเสียภาษีอากรเพิ่ม จำนวน 514,209 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งการประเมินไปให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยไม่นำเงินค่าภาษีอากรไปชำระให้แก่โจทก์ทั้งสอง และมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินหรือยื่นคำโต้แย้งภายใน 30 วัน จำเลยจึงต้องเสียเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระโดยเริ่มนับเมื่อพ้น 15 วันถัดจากเดือนภาษี เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 27,608.48 บาทและต้องเสียเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาลร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีการค้า 2,760.85 บาท รวมภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มกับเงินเพิ่มอากรต่าง ๆ เป็นเงิน 544,578.33 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีอากรจำนวน 544,578.33 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีการค้า 115,035 บา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง