คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 261/2545
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง และไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง คำฟ้องของโจทก์จึงมิได้อาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า เป็นแต่เพียงกล่าวอ้างถึงมูลเหตุที่จำเลยทั้งสองเข้าอยู่และทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทให้ปรากฏเท่านั้น จำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองหักร้างถางพงทำกินจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ตามทางพิจารณาจำเลยทั้งสองไม่สามารถนำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ว่าที่ดินพิพาทโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง ดังนั้นแม้จำเลยทั้งสองจะแสดงปรากฏออกมาแก่บุคคลภายนอกดังที่อ้างก็ตาม สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองย่อมไม่เกิดมีขึ้น และเมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงไม่มีประเด็นข้อโต้แย้งในเรื่องการแย่งการครอบครองเพราะการแย่งการครอบครองที่จะได้สิทธิครอบครองจะมีได้แต่เฉพาะในที่ดินที่ไม่ใช่ของจำเลยทั้งสองเท่านั้น ส่วนการที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นคนละแปลงกับที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้แต่แรกคงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ศาลฎีกาไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยให้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 38 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลคลองน้ำไหล อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชรต่อมาปี 2527 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรสาวเช่าที่ดินดังกล่าวปลูกบ้านอยู่อาศัยและทำไร่ ค่าเช่าปีละ 3,000 บาท ครั้นต้นปี 2537โจทก์จะเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน จึงแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบและให้ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระอยู่ 8 ปี แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยและขอผัดผ่อนชำระค่าเช่า โจทก์ขอให้นายอำเภอคลองลานเรียกจำเลยทั้งสองมาไกล่เกลี่ยจำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของตนเองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายปีละ 3,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองบุกเบิกหักร้างถางพงครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่ปี 2512 จนถึงปัจจุบัน โจทก์ไม่เคยครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดิน จำเลยที่ 1 ไม่เคยเช่าที่ดินโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายปีละ 3,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ตำบลคลองน้ำไหล อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร เนื้อที่ 38 ไร่ เป็นที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินจำเลยทั้งสองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินดังกล่าว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ในปัญหาดังกล่าว โจทก์ นายทัน แจ้งไพรเจ้าของที่ดินเดิม นายเทียน หวังดี ซึ่งเคยเป็นบุตรเขยโจทก์โดยเป็นสามีนางโยธินบุตรสาวโจทก์ซึ่งหย่าร้างกันแล้ว นายวีระ นีละวงษ์บุตรชายโจทก์ และนางศรีสุดา ศรีทองคำ บุตรสาวโจทก์ เบิกความว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรสาวโจทก์และเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายวีระและนางศรีสุดา ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายทัน นายทันยกที่ดินพิพาทให้โจทก์แทนการชำระหนี้เงินที่กู้ยืมจากโจทก์ โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โดยปลูกบ้านเลขที่ 165ปลูกต้นไม้และเสียภาษีที่ดินพิพาทตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.1 แบบแสดงรายการที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ตั้งแต่ปี 2525 ถึงปี 2536 เอกสารหมาย จ.4 (12 ฉบับ) เลขลำดับที่ดินสำหรับชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เอกสารหมาย จ.5 ต่อมาโจทก์ให้นายเทียนและนายไมตรี นีละวงษ์บุตรชายโจทก์ เช่าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทปี 2527 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 2 เช่าที่ดินพิพาทโดยทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือนางศรีสุดาเป็นผู้เขียนสัญญาและเป็นพยาน นายไมตรีและนายวีระลงชื่อเป็นพยานในสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.3 ส่วนจำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยทั้งสอง นายบุญส่ง แสนยศและนายประเสริฐ ดาวโคกสูงเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า ที่ดินพิพาทจำเลยทั้งสองจับจองและหักร้างถางพงทำกินมิได้เช่าจากโจทก์ โจทก์ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท เห็นว่า นายทันไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นญาติกับโจทก์และจำเลยทั้งสอง นายเทียนถึงแม้จะเคยเป็นบุตรเขยโจทก์แต่ได้หย่าร้างกับบุตรสาวโจทก์ไปก่อนแล้ว พยานทั้งสองดังกล่าวของโจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกและไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองของโจทก์มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องด้วย จึงไม่มีเหตุให้เชื่อว่าพยานทั้งสองของโจทก์จะเบิกความเข้าข้างหรือให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์เชื่อว่าพยานทั้งสองของโจทก์เบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นเกี่ยวข้อง จำเลยที่ 1เบิกความว่า นางศรีสุดาบังคับขู่เข็ญให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อในสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.3 ที่ยังไม่ได้เขียนข้อความตั้งแต่ปี 2522 แต่เมื่อนายวีระและนางศรีสุดาเบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันเอกสารดังกล่าว จำเลยทั้งสองมิได้ถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้ไว้เพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1ถูกขู่บังคับให้ลงชื่อในเอกสารหมาย จ.3 และคำเบิกความของพยานโจทก์ข้างต้นไม่เป็นความจริงหรือไม่ถูกต้อง หรือนำสืบพยานหลักฐานอื่นให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ลงชื่อทำสัญญาเช่าด้วยความสมัครใจทั้งไม่เคยกล่าวอ้างถึงเหตุดังกล่าวมาก่อน เพิ่งจะยกขึ้นมาก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง