ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 261/2552

หลักกฎหมาย

ความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าตาม ป.อ. มาตรา 393 ขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 แม้ความผิดฐานดังกล่าวจะยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มรตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาได้เพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2541 เวลากลางวันจำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ที่ 3 อีกฝ่ายหนึ่ง ต่างทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน โดยจำเลยที่ 1 ฉุดกระชากมือและแขนของจำเลยที่ 3 จนเสียหลัก แล้วใช้มือตบและข่วนที่บริเวณใบหน้าของจำเลยที่ 3 หลายครั้ง และใช้ปากกัดที่นิ้วกลางของมือข้างซ้ายของจำเลยที่ 3 ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนฉีกขาดมีอาการบาดเจ็บที่ใบหน้ามือและตามร่างกายหลายแห่ง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บอาการทุกขเวทนา และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันใช้มือชกและข่วนที่บริเวณใบหน้าของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง ฉุดกระชากร่างกายของจำเลยที่ 1 บีบและบิดข้อมือของจำเลยที่ 1 และใช้ปากกัดที่นิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายของจำเลยที่ 1 ทำให้ฟันหน้าของจำเลยที่ 1 หัก ทะลุโพรงประสาทและมีอาการบาดเจ็บที่ใบหน้า ข้อมือนิ้วมือ และตามร่างกายหลายแห่ง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน จำเลยที่ 1 ดูหมิ่นจำเลยที่ 3 ซึ่งหน้าโดยด่าจำเลยที่ 3 ว่า "อีเหี้ย อีสัตว์" และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันดูหมิ่นจำเลยที่ 1 ซึ่งหน้าโดยร่วมกันด่าจำเลยที่ 1 ว่า "อีดอก กะหรี่พัฒพงษ์ ไอ้สัตว์" ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 297, 393 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 393 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 30,000 บาท ฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ปรับคนละ 1,000 บาท รวมจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยากัน และมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลยที่ 1 ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้พบกับจำเลยที่ 1 บนถนนในซอยบริเวณหน้าบ้าน แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 3 ได้ด่าทอดูหมิ่นจำเลยที่ 1 ด้วยถ้อยคำหยาบคายแล้วทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 จนจำเลยที่ 1 ได้รับบาดเจ็บตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลกับใบความเห็นแพทย์เอกสารหมาย จ.3, จ.9 และ จ.11 ถึง จ.16 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าและฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายอนุชิต เป็นพยานเบิกความว่าขณะที่พยานอื่นรอจำเลยที่ 3 อยู่ที่หน้าบ้าน จำเลยที่ 3 เดินออกจากบ้านพบกองขยะวางอยู่หน้าบ้านจึงถามพยานว่าเป็นของใคร พยานบอกว่าเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 บอกว่าหากมีเวลาว่างก็นำกองวัสดุดังกล่าวใส่ถังขยะ ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถไปจอดท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 3 แล้วลงจากรถเดินอ้อมไปทางท้ายรถยนต์ขณะเดียวกับจำเลยที่ 3 เดินสวนกับจำเลยที่ 1 เพื่อจะขึ้นรถ จำเลยที่ 3 พูดกับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับกองวัสดุ มีการด่าว่าและโต้เถียงกัน จากนั้นจำเลยที่ 3 หันหลังเพื่อจะขึ้นรถ จำเลยที่ 1 ใช้มือซ้ายกระชากตัวจำเลยที่ 3 หันกลับมาแล้วใช้มือขวาตบที่แก้มซ้ายของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ใช้มือปัดป้อง จำเลยที่ 2 วิ่งออกจากบ้านกระโดดเข้าไปแทรกระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้วใช้มือโอบเอวจำเลยที่ 3 หันหลังให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ใช้มือทุบหลังจำเลยที่ 2 แล้ววิ่งไปขึ้นรถหลบหนีไป พยานเห็นจำเลยที่ 3 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลที่แก้มซ้ายและนิ้งกลางซ้ายมีรอยลักษณะถูกกัด เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันได้ความจากคำเบิกความของนายอนุชิตว่า รถยนต์ของจำเลยที่ 3 จอดตรงข้ามบ้านจำเลยที่ 3 ห่างประมาณ 5 เมตร ขณะที่นายอนุชิตยืนอยู่ที่ประตูบ้านได้ยินเสียงจำเลยที่ 1 และที่ 3 โต้เถียงกัน จึงหันไปดู ดังนั้น ขณะเกิดเหตุนายอนุชิตจึงอยู่ห่างจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประมาณ 5 เมตร นายอนุชิตย่อมเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจนแม้นายอนุชิตเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 แต่นายอนุชิตก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ทั้งตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 261/2552 · ทนอย Thanoy