ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534

ฎีกาที่ 2621/2534

หลักกฎหมาย

สิทธิในการดำเนินคดีทางศาลเป็นสิทธิโดยชอบของบุคคลตามกฎหมายในเมื่อสิทธิของตนถูกโต้แย้งหรือมีกรณีจะต้องใช้สิทธิทางศาลการที่พินัยกรรมมีข้อกำหนดห้ามทายาทผู้ได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฟ้องคดีต่อศาลเกี่ยวกับทรัพย์ตามพินัยกรรม มิฉะนั้นให้ถือว่าผู้นั้นถูกตัดออกจากกองทรัพย์สินนั้น เช่นนี้ ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงไม่เป็นการกระทำที่ต้องถูกตัดมิให้รับมรดก การฟ้องขอถอนผู้จัดการมรดกและขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกใหม่นั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 มิได้กำหนดไว้โดยเฉพาะว่าจะต้องร้องเข้ามาในคดีเดิม ดังนั้น โจทก์จึงอาจฟ้องเป็นคดีใหม่หรือร้องเข้ามาในคดีเดิมก็ได้ จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล จึงมีหน้าที่จะต้องดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปี ยังไม่มีการแบ่งปันมรดกให้ทายาทเลย อีกทั้งยังได้จำหน่ายทรัพย์มรดกบางส่วนไปโดยมิได้ประชุมปรึกษาทายาท รวมทั้งไม่มีบัญชีแสดงให้ทายาททราบถึงการที่ได้จัดการไป และหลังจากที่ได้เป็นผู้จัดการมรดกแล้วถึง 4 ปีเศษจึงได้ยื่นบัญชีทรัพย์มรดก แสดงว่าจำเลยไม่นำพาต่อหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1729 และ 1732 จึงมีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรม จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียข้อคัดค้านของจำเลยที่จะไม่ให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เจ้ามรดกทำพินัยกรรมระบุให้โจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน เมื่อโจทก์ที่ 1 ถอนฟ้อง ส่วนผู้ร้องสอดที่ 1 ถูกโต้แย้งว่า ได้นำทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งไปจำหน่าย ถือได้ว่าผู้ร้องสอดที่ 1 มีข้อที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก กรณีเห็นได้ว่าผู้ร้องสอดที่ 1 ไม่อาจเข้าร่วมจัดการเพื่อประโยชน์ของกองมรดกโดยไม่มีข้อขัดแย้งได้ ตามพฤติการณ์จึงไม่อาจตั้งผู้ร้องสอดที่ 1ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกกับโจทก์ที่ 2 และผู้ร้องสอดที่ 2 ได้ จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ต่อมาศาลมีคำสั่งถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกแทน ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจบังคับให้จำเลยส่งมอบบัญชีทรัพย์มรดกที่จำเลยทำขึ้นในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกให้ผู้จัดการมรดกคนใหม่ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของเจ้ามรดกเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้โจทก์ทั้งสองกับนางวลี เทพหัสดิน ณ อยุธยา และนางสุวลัย จันทวานิช บุตรของเจ้ามรดกต่างมารดากับโจทก์ และกำหนดให้บุตรทั้งสี่คนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก ตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งจนปัจจุบันจำเลยละเลยไม่กระทำการตามหน้าที่ ไม่ยอมแบ่งปันทรัพย์มรดก แต่เบียดบังยักยอกไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวของตนและบุตร โจทก์ทั้งสองมีคุณสมบัติเป็นผู้จัดการมรดกได้ ขอให้ศาลเพิกถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและมีคำสั่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกแทน ให้จำเลยส่งมอบหลักฐานทรัพย์มรดกและทำบัญชีทรัพย์มรดกที่ได้โอนขายให้แก่บุคคลอื่นโดยทุจริตทั้งก่อนและหลังฟ้องคดีนี้ด้วย จำเลยให้การว่า ตามพินัยกรรมมีข้อกำหนดห้ามฟ้องร้องทำคดีขึ้นโรงศาล หากไม่เชื่อให้หมดสิทธิถูกตัดออกจากกองทรัพย์มรดกโจทก์ทั้งสองจึงต้องถูกตัดมิให้รับมรดกแล้วจำเลยมีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกต่อไป หากศาลเห็นสมควรเปลี่ยนแปลงก็ต้องตั้งบุตรทั้งสี่เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยส่งมอบหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์มรดก และให้จำเลยทำบัญชีทรัพย์มรดกที่จำหน่ายจ่ายโอนไปโดยมิชอบ ขอให้ยกฟ้อง นางวลีและนางสุวลัยร้องสอดเข้ามาว่า จำเลยเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก หากจะเปลี่ยนแปลงก็ขอได้ตั้งผู้ร้องทั้งสองร่วมเป็นผู้จัดการมรดกด้วย โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดทั้งสองไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ ขอให้ยกคำร้อง หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว โจทก์ที่ 1 ขอถอนฟ้องศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกโดยให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสว่าง จารุศรผู้วายชนม์ สืบแทน ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้จำเลยมอบหลักฐานส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกตามบัญชีเอกสารหมาย ล.36 แก่โจทก์ให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง จำเลยและผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยและผู้ร้องสอดทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและผู้ร้องสอดทั้งสอง ดังนี้ ปัญหาแรก โจทก์ที่ 2 จะต้องถูกตัดมิให้รับมรดกตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามที่กำหนดในพินัยกรรมที่ว่าถ้าบุตรคนใดที่ได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฟ้องร้องทำคดีขึ้นโรงศาลเกี่ยวกับทรัพย์ตามพินัยกรรม ให้ถือว่าบุคคลนั้นหมดสิทธิ ถูกตัดออกจากกองทรัพย์สินโดยสิ้นเชิงนั้น เป็นการกำหนดไว้เพื่อมิให้ทายาทใช้สิทธิในทางศาล สิทธิในการดำเนินคดีทางศาลนั้นเป็นสิทธิที่มีอยู่โดยชอบของบุคคลตามกฎหมายในเมื่อสิทธิของตนต้องถูกโต้แย้งหรือมีกรณีที่จะต้องใช้สิทธิทางศาล จึงไม่มีผลบังคับ การที่โจทก์ที่ 2ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ก็ดีหรือที่ฟ้องจำเลยและผู้ร้องสอดทั้งสองเป็นคดีอาญากล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์มรดกก็ดี จึงไม่เป็นการกระทำที่ต้องถูกตัดมิให้รับมรดก ปัญหาข้อสองมีว่า โจทก์ที่ 2 จะฟ้องขอให้ถอนผู้จัดการมรดกและขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกเป็นคดีใหม่ได้หรือไม่ เมื่อโจทก์ที่ 2 เห็นว่า จำเลยจัดการมรดกในทางที่ทำให้โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกเสียหายก็เป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ก็มีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งบทกฎหมายในเรื่องนี้มิได้มีกำหนดไว้ว่าต้องให้ร้องเข้ามาในคดีเดิมและบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 ก็มิได้กำหนดไว้โดยเฉพาะว่าจะต้องร้องเข้ามาในคดีเดิม โจทก์ที่ 2 จึงอาจฟ้องเป็นคดีใหม่หรือร้องเข้ามาในคดีเดิมก็ได้ การที่โจทก์ที่ 2เลือกเอาวิธีฟ้องเป็นคดีใหม่จึงไม่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย ปัญหาข้อสามมีว่า มีเหตุที่จะถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายสว่างหรือไม่ ตามพินัยกรรมของเจ้ามรดกนั้นจำเลยไม่มีสิทธิในฐานะทายาทที่จะได้รับทรัพย์มรดก การที่จำเลยเข้ามาเป็นผู้จัดการมรดกได้ก็โดยที่ทายาทที่จะได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมตกลงกันที่จะให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้เพราะเห็นว่าจะจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมให้ทายาทตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรมได้ดีกว่าทายาทตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรมร่วมกันจัดการ ดังนั้นเมื่อต่อมาโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมคนหนึ่งไม่ไว้วางใจที่จะให้จำเลยซึ่งไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกจัดการอีกต่อไป เช่นนี้จึงต้องนำเหตุนี้มาพิจารณาเป็นข้อประกอบประการหนึ่งในอันที่จะให้จำเลยดำเนินการต่อไปตามที่ตกลงมอบหมายกันไว้แต่เดิมหรือไม่ในชั้นที่จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว จำเลยมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมโดยจำเลยไม่มีส่วนได้และมีหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดในฐานะที่ตนเป็นผ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2621/2534 · ทนอย Thanoy