คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 2623/2549
หลักกฎหมาย
โจทก์ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีผู้กู้ผิดนัดไว้อัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัด อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยจากเดิมอัตราร้อยละ 7.25 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 379 และมาตรา 383
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 438,274.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากเงิน 398,667.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระเบี้ยประกันภัยทุก ๆ 3 ปี ต่อครั้ง ครั้งละ 1,631.75 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 431,117.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จากต้นเงิน 398,667.45 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 ตุลาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดห้องชุดเลขที่ 1240/8 ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ เอ ชื่ออาคารชุดนิรันดร์ซิตี้ ลาดพร้าว 101 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 246964 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2545 จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไม่มีผลผูกพันโจทก์ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองตามสัญญากู้เงินในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะผิดนัดหรือไม่ก็ตาม โจทก์มิได้เรียกเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสอง ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสองจึงมิใช่เบี้ยปรับนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองกู้เงินจากโจทก์เพิ่ม และตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยจากเดิมอัตราดอกเบี้ยคงที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แล้วโจทก์มิได้คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แต่คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.75 ต่อปี และ 7.25 ต่อปี ตามที่กำหนดไว้ในประกาศของโจทก์ เรื่อง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินจึงมีความหมายว่า อัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินไม่คงที่แน่นอนแต่ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามที่โจทก์ประกาศกำหนดเป็นคราว ๆ ไป ทั้งนี้ไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยตามข้อตกลงในสัญญากู้เงินจึงเป็นไปตามประกาศของโจทก์ และตามประกาศของโจทก์เรื่องการเรียกอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ข้อ 2 โจทก์ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีผู้กู้ผิดนัดไว้อัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัด อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยจากเดิมอัตราร้อยละ 7.25 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และมาตรา 383 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเป็นเบี้ยปรับนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง