ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568

ฎีกาที่ 2624/2568

หลักกฎหมาย

ปัญหาว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมแล้วนำไปชำระค่าสินค้าหรือบริการหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาเสียก่อนว่าบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลเพื่อนำไปปลอมแปลงบัตรได้หรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 แม้โจทก์จะมีพนักงานโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่า บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยเป็นบัตรประเภทชิพการ์ดมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลบนบัตรและการปลอมแปลงบัตร แต่เมื่อไม่มีเอกสารทางวิชาการมาอ้างอิงประกอบ ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในคุณสมบัติหรือเทคโนโลยีของบัตรเครดิตประเภทชิพการ์ด หรือได้ศึกษาหรือได้รับการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวมาจากที่ใดหรือไม่อย่างไร คำเบิกความของพยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอแก่การพิสูจน์ว่าบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลและการปลอมแปลงบัตร เมื่อโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ออกให้ลูกค้าเพื่อใช้จ่ายแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและชำระค่าบริการต่าง ๆ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการใช้บัตรเพื่อป้องกันการทุจริต อันเกิดจากการลักลอบนำข้อมูลจากบัตรเครดิตลูกค้าไปทำปลอม ดังนี้ เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรายการใช้บัตรเครดิต ย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตที่ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงข้อโต้แย้งของลูกค้าให้กระจ่าง แต่กลับไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการเพื่อใช้ความพยายามที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตชื้อสินค้ารายการพิพาท ทั้งยังรับฟังไม่ได้ว่ามีผู้อื่นนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยไปซื้อสินค้ารายการพิพาทโดยเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลย หรือด้วยเหตุผลใดอันเป็นความรับผิดชอบของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 239,806.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 201,615.41 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 57,333.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2563) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 100,807.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,147 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 จำเลยสมัครเป็นผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์ โจทก์รับจำเลยเข้าเป็นสมาชิกโดยออกบัตรเครดิตเลขที่ 0200 – 2160 – 0129 – xxxx ตามคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิต ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ต่อมาโจทก์อาศัยข้อมูลที่จำเลยได้ให้ไว้ออกบัตรเครดิตหมายเลข 4730 – 1400 – 0311 – xxxx ให้แก่จำเลย จำเลยใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือบริการ และชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ตามที่เรียกเก็บเรื่อยมา ต่อมาโจทก์ส่งใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตที่มีรายการใช้บัตรเครดิตระหว่างวันที่ 20 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 จำเลยปฏิเสธรายการใช้บัตรเครดิต วันที่ 20 เมษายน 2561 ซื้อสินค้ารวม 7 รายการ เป็นเงิน 172,000 บาทเศษ ว่าไม่ถูกต้อง ต่อมาโจทก์ยกเลิกบัตรเครดิตดังกล่าวและออกบัตรเครดิตใบใหม่ให้แก่จำเลยเป็นบัตรเครดิตหมายเลข 4730 – 1400 – 0311 – yyyy ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์และร้านค้าที่รับบัตรเครดิตของจำเลยไม่ได้ตรวจสอบลายมือชื่อที่ต้องตรวจสอบตามหน้าที่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อด้วยเช่นกัน โจทก์ไม่ขออนุญาตฎีกาและฎีกา ปัญหานี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่เคยใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าหลายรายการตามที่โจทก์แจ้งมาในใบแจ้งยอดหนี้ซึ่งจำเลยตรวจสอบแล้วพบว่ารายการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าในช่วงวันที่ 20 เมษายน 2561 เป็นรายการที่มีการลักลอบใช้บัตรเครดิตของจำเลยไปซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งจำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้สืบหาคนร้ายมาดำเนินคดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำให้การ ซึ่งมีข้อความว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตของจำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมและใช้ชำระค่าสินค้า พอถือได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ใช้บัตรชำระค่าสินค้าในวันดังกล่าว รายการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวเกิดจากมีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตของจำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมและใช้ชำระค่าสินค้า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าตามคำให้การจำเลยให้การต่อสู้ว่ามีผู้ลักบัตรเครดิตของจำเลยไปใช้ซื้อสินค้า จำเลยมิได้ให้การว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตของจำเลยไปทำบัตรปลอมแล้วใช้ซื้อสินค้า ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงในส่วนนี้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ปัญหาว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลย ไปทำบัตรเครดิตปลอมนำไปชำระค่าสินค้านั้นจำต้องพิจารณาก่อนว่า บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลเพื่อนำไปปลอมแปลงบัตรได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 แต่โจทก์มีเพียงนางสาววันทนีย์ พนักงานโจทก์ส่วนควบคุมและติดตามสินเชื่อบัตรเครดิตตำแหน่งพนักงานบัตรเครดิตมีหน้าที่ดูแลและติดตามหนี้สินกับลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิต และนายพิชิต พนักงานโจทก์ส่วนควบคุมพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหาร สายบัตรเครดิตมีหน้าที่ควบคุมดูแลตรวจสอบป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิต มาเป็นพยานเบิกความว่า บัตรเครดิตที่โจท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2568 · ทนอย Thanoy