ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 2628/2539

หลักกฎหมาย

จำเลยที่3ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองสวัสดิการของโจทก์ตั้งแต่วันที่5กุมภาพันธ์2519ถึงวันที่14พฤศจิกายน2519แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่3เมื่อวันที่1กรกฎาคม2528แม้จะฟังว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนด1ปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ตามแต่เมื่อนับถึงวันที่จำเลยที่3ทำละเมิดก็ต้องหมายถึงว่าในขณะที่จำเลยที่3ปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้ากองสวัสดิการของโจทก์นั่นเองดังนั้นการทำละเมิดของจำเลยที่3ต่อโจทก์ช่วงตั้งแต่วันที่5กุมภาพันธ์2519ถึงวันที่30มิถุนายน2519ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนฟ้อง10ปีฟ้องของโจทก์ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา448วรรคหนึ่งโจทก์คงฟ้องจำเลยที่3ได้เฉพาะการทำละเมิดในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่1กรกฎาคม2519ถึงวันที่14พฤศจิกายน2519ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องแล้วยังไม่เกิน10ปีเท่านั้น โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยที่3ที่4ที่6ที่8และที่9ปฎิบัติหน้าที่ราชการโดยความบกพร่องและโดยความประมาทเลินเล่อไม่ปฎิบัติตามระเบียบที่โจทก์กำหนดไว้อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นฎีกาโต้เถียงในข้อเท็จจริงไม่ใช่ฎีกาโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายของระเบียบหรือคำสั่งของโจทก์อันจะเป็นข้อกฎหมายเมื่อโจทก์ฎีกาให้จำเลยที่3ที่4ที่6ที่8และที่9รับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่3ร่วมรับผิดไม่เกิน140,645บาทจำเลยที่4ร่วมรับผิดไม่เกิน70,820บาทจำเลยที่6ร่วมรับผิดไม่เกิน64,145บาทจำเลยที่8ร่วมรับผิดไม่เกิน97,835บาทและจำเลยที่9ร่วมรับผิดไม่เกิน104,400บาทแยกจากกันจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่3ที่4ที่6ที่8และที่9แต่ละรายไม่เกิน200,000บาทคดีโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่ง หนี้ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่10และที่11ชดใช้ให้แก่โจทก์จำนวน264,735บาทและจำนวน277,320บาทตามลำดับเป็นหนี้ที่ถึงที่สุดแล้วโดยคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและหนี้ทั้งสองจำนวนดังกล่าวแม้จะเป็นหนี้ร่วมกับจำเลยอื่นอันเกิดจากมูลละเมิดก็ตามแต่เกิดจากการกระทำที่แตกต่างกันและศาลชั้นต้นก็ได้แยกความรับผิดที่จำเลยอื่นจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่10และที่11ไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยคนไหนจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่10และที่11ต่อโจทก์จึงเป็นหนี้ที่แบ่งแยกได้เมื่อหนี้ที่จำเลยที่10และที่11จะต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยอื่นที่อุทธรณ์เป็นหนี้ที่แบ่งแยกได้คดีของจำเลยที่10และที่11จึงไม่ได้ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา245(1)ศาลอุทธรณ์จะอาศัยอำนาจตามกฎหมายดังกล่าวพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่10และที่11ที่คดีถึงที่สุดโดยคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วเพื่อมิให้จำเลยที่10และที่11ต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ด้วยไม่ได้ ฎีกาของจำเลยที่9ในข้อที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่9ขาดอายุความนั้นเมื่อตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำเลยที่9ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ฎีกาของจำเลยที่9ทุกข้อจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11เป็นข้าราชการของโจทก์ได้ร่วมกันโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายกล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2518 ถึงวันที่ 26สิงหาคม 2519 ขณะจำเลยที่ 10 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฌาปนสถานและสุสาน และระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม 2519 ถึงวันที่ 28กุมภาพันธ์ 2521 ขณะจำเลยที่ 11 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฌาปนสถานและสุสาน จำเลยที่ 10 และที่ 11 มีหน้าที่นำเงินค่าบำรุงและเงินรายได้อย่างอื่นของฌาปนสถานและสุสานส่งกองสวัสดิการของโจทก์ แต่จำเลยที่ 10 และที่ 11 ได้ปฎิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อมิได้ปฎิบัติให้เป็นไปตามระเบียบราชการที่โจทก์กำหนดไว้ โดยจำเลยที่ 10 และที่ 11 ต่างนำเงินรายได้และเงินค่าบำรุงต่าง ๆ ของฌาปนสถานและสุสานไปจ่ายเป็นค่าแรงงานให้แก่ตนเองและจำเลยที่ 12 ถึงที่ 47 โดยไม่ชอบด้วยระเบียบและไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ โดยจำเลยที่ 10 ได้จ่ายเงินไประหว่างเดือนมกราคม 2518 ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2519เป็นเงินทั้งสิ้น 264,735 บาท และจำเลยที่ 11 ได้จ่ายเงินไประหว่างวันที่ 27 สิงหาคม 2519 ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2521เป็นเงิน 277,320 บาท อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ขณะที่ต่างดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองสวัสดิการ และจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ในฐานะรองหัวหน้ากองสวัสดิการ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบการปฎิบัติงานตามหน้าที่ของจำเลยที่ 10 และที่ 11 ได้ปฎิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อมิได้ควบคุมดูแลให้จำเลยที่ 10 และที่ 11ปฎิบัติหน้าที่ราชการให้ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ที่กำหนดไว้เป็นเหตุให้จำเลยที่ 10 และที่ 11 นำเงินรายได้และเงินค่าบำรุงของฌาปนสถานและสุสานไปจ่ายเป็นค่าแรงต่าง ๆ โดยไม่ชอบด้วยระเบียบและไม่มีอำนาจกระทำได้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น542,055 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 10 และที่ 11 ในจำนวนเงินดังกล่าวตามระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง กล่าวคือ ระหว่างเดือนมกราคม 2518 ถึงเดือนเมษายน 2518จำเลยที่ 10 ได้จ่ายเงินเป็นค่าแรงงานให้ตนเองและให้แก่จำเลยที่ 12ที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 19 ที่ 21 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 28ที่ 29 ที่ 30 ที่ 35 ที่ 36 ที่ 42 และที่ 44 รวมเป็นเงิน36,440 บาท จำเลยที่ 1 ในฐานะหัวหน้ากองสวัสดิการและจำเลยที่ 7ในฐานะรองหัวหน้ากองสวัสดิการต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 10ชดใช้เงินจำนวน 36,440 บาท ให้โจทก์ เดือนพฤษภาคม 2518จำเลยที่ 10 ได้จ่ายเงินค่าแรงงานให้แก่จำเลยที่ 13 ที่ 15ที่ 16 ที่ 18 ที่ 19 ที่ 21 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 28 ที่ 35 ที่ 36ที่ 42 และที่ 44 รวมเป็นเงิน 12,205 บาท จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 10 ใช้เงินจำนวน 12,205 บาท ให้โจทก์ระหว่างเดือนมิถุนายน 2518 ถึงเดือนมกราคม 2519 จำเลยที่ 10 ได้จ่ายเงินค่าแรงงานให้แก่จำเลยที่ 12 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18ที่ 19 ที่ 20 ที่ 21 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 28 ที่ 29 ที่ 31 ที่ 35ที่ 36 ที่ 42 ที่ 43 และที่ 44 รวมเป็นเงิน 97,835 บาทจำเลยที่ 2 ในฐานะหัวหน้ากองสวัสดิการ และจำเลยที่ 8 ในฐานะรองหัวหน้ากองสวัสดิการต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 10 ชดใช้เงินจำนวน 97,835 บาท ให้โจทก์ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2519 ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2519 จำเลยที่ 10 ได้จ่ายเงินค่าแรงงานให้แก่จำเลยที่ 11 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 19 ที่ 20 ที่ 21ที่ 22 ที่ 23 ที่ 28 ที่ 29 ที่ 30 ที่ 32 ที่ 35 ที่ 36 ที่ 42และที่ 44 รวมเป็นเงิน 118,255 บาท และระหว่างวันที่ 27สิงหาคม 2519 ถึงเดือนตุลาคม 2519 จำเลยที่ 11 ได้จ่ายเงินค่าแรงงานให้ตนเองและให้แก่จำเลยที่ 13 ถึงที่ 16 ที่ 18 ถึงที่ 23 ที่ 28 ถึงที่ 30 ที่ 32 ที่ 35 ที่ 36 และที่ 42 รวมเป็นเงิน 22,390 บาท จำเลยที่ 3 ในฐานะหัวหน้ากองสวัสดิการและจำเลยที่ 8 ในฐานะรองหัวหน้ากองสวัสดิการต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 10 ใช้เงินจำนวน 118,255 บาท ให้โจทก์ และจำเลยที่ 3กับจำเลยที่ 8 ต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 11 ชดใช้เงินจำนวน22,390 บาท ให้โจทก์ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2519 ถึงเดือนมีนาคม 2520 จำเลยที่ 11 ได้จ่ายเงินค่าแรงงานให้แก่จำเลยที่ 13ถึงที่ 16 ที่ 18 ถึงที่ 23 ที่ 26 ที่ 28 ถึงที่ 30 ที่ 32ที่ 35 ถึงที่ 42 เป็นเงิน 70,820 บาท จำเลยที่ 4 ในฐานะหัวหน้ากองสวัสดิการ และจำเลยที่ 8 ในฐานะรองหัวหน้ากองสวัสดิการต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 11 ชดใช้เงินจำนวน 70,820 บาทให้โจทก์ ระหว่างเดือนเมษายน 2520 ถึงเดือนกันยายน 2520จำเลยที่ 11 ได้จ่ายเงินค่าแรงงานให้แก่จำเลยที่ 13 ถึงที่ 29,ที่ 32 ถึงที่ 42 ที่ 45 และที่ 46 รวมเป็นเงิน 104,400 บาทจำเลยที่ 4 ในฐานะหัวหน้ากองสวัสดิการและจำเลยที่ 9 ในฐานะรองหัวหน้ากองสวัสดิการต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 11
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2628/2539 · ทนอย Thanoy