คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565
ฎีกาที่ 2629/2565
หลักกฎหมาย
คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีมติให้กำหนดขอบเขตสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน ตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 แก่รัฐวิสาหกิจ 12 แห่ง ซึ่งรวมถึงจำเลยขณะเป็นบริษัท ท. โดยให้สามารถดำเนินการปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน ในการกำหนดอัตราค่าจ้าง ค่าตอบแทนหรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานได้เอง เมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นเห็นชอบแล้ว ถือว่าจำเลยมีอำนาจปรับปรุงระเบียบบริษัท ท. ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินในการกำหนดค่าตอบแทนหรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานและอยู่ในขอบเขตที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ไม่จำต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งอีก การที่จำเลยมอบให้คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ปรึกษาหารือเพื่อพิจารณาปรับปรุงสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (5) ร่วมกันพิจารณามีมติเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบดังกล่าว แล้วจำเลยเสนอกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบในการใช้บังคับ จึงถูกต้องตามกระบวนการใน พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ที่เห็นชอบการแปลงสภาพองค์การ ท. เป็นบริษัท ท. ตามที่ประธานคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจเสนอ มีใจความ ให้ผู้ปฏิบัติงานขององค์การ ท. ที่โอนไปยังบริษัท ท. ณ วันที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิมเป็นมติที่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มาตรา 25 วรรคสอง ที่ให้พนักงานตามวรรคหนึ่งได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิม กับให้ถือว่าเวลาการทำงานของพนักงานดังกล่าวในรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นเวลาการทำงานในบริษัทโดยไม่ถือว่าการเปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นบริษัทนั้นเป็นการเลิกจ้าง มติคณะรัฐมนตรีและบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ใช้ในช่วงเวลาเปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจในรูปองค์การของรัฐเป็นบริษัท ในขณะที่จำเลยแปลงสภาพจากองค์การของรัฐเป็นบริษัทเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยได้ให้พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เคยได้รับอยู่เดิมและยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขออกเป็นระเบียบจำเลย ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 กรณีไม่อาจอ้าง พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และมติคณะรัฐมนตรีมาปรับหรือบังคับให้ระเบียบดังกล่าวตกไป พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มิได้เป็นบทบัญญัติที่ห้ามมิให้มีการแก้ไขสภาพการจ้าง เพราะการแก้ไขสภาพการจ้างของลูกจ้างในรัฐวิสาหกิจต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ซึ่งมีคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์กำกับดูแลในขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้ฝ่ายบริหารกับพนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบในขอบเขตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนความมั่นคงของประเทศ สภาพการจ้างตามระเบียบจำเลย ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 นอกจากเป็นสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินที่อยู่ในขอบเขตที่กำหนดตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 (2) ที่จำเลยมีอำนาจที่จะแก้ไขปรับปรุงได้เอง ไม่ใช่สภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง เจรจาตกลงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีข้อห้ามตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 29 วรรคสอง ที่ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าแล้ว หลักของการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้เกิดสภาพการจ้างใหม่ แม้ข้อตกลงหรือข้อยุติไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง เป็นการลดประโยชน์ที่ลูกจ้างมีสิทธิที่ได้รับอยู่เดิมลงบ้าง แต่อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตามเหตุผลในหมายเหตุท้าย พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ย่อมใช้บังคับได้ จำเลยออกระเบียบแก้ไขหลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จ เพราะจำเลยปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานเป็นกรณีพิเศษ ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของจำเลยที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงานมากขึ้น ฝ่ายพนักงานลูกจ้างหรือโจทก์ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษแล้ว หากจะต้องลดประโยชน์จากการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จไปบ้าง เพื่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมขององค์กร ย่อมถือได้ว่าอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ระเบียบจำเลย ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 จึงชอบด้วยกฎหมายและมีผลใช้บังคับแก่พนักงานของจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 13พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 23พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 29พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 25
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายบำเหน็จที่ยังขาดอยู่ 694,005.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยเพิกถอนมติคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความเห็นชอบในการแก้ไขวิธีคำนวณบำเหน็จพนักงาน และระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 และแก้ไขระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 และพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มาตรา 25 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันและศาลแรงงานภาค 1 ฟังมาว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2522 ขณะจำเลยเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยแปลงสภาพเป็นบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจมีกระทรวงการคลังถือหุ้นเพียงผู้เดียว คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดขอบเขตสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินสำหรับจำเลยซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสองรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการบริหารจัดการได้เอง ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบให้จำเลยสามารถดำเนินการปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินในการกำหนดอัตราค่าจ้าง ค่าตอบแทน หรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานได้เอง เมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นเห็นชอบแล้ว ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 (2) ทั้งนี้เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และอาจมีกรณีจำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อแข่งขันกับกิจการอื่น เดิมจำเลยมีสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายบำเหน็จกรณีพนักงานหรือลูกจ้างเกษียณอายุการทำงาน ตามข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ. 2529 และระเบียบบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 โดยให้นำค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาทำงานนับตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุหรือแต่งตั้งเป็นพนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจนถึงวันสุดท้ายที่เกษียณอายุการทำงาน ต่อมาจำเลยออกระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 แก้ไขการนับเวลาทำงานสำหรับคำนวณบำเหน็จและวิธีการคำนวณบำเหน็จ โดยกำหนดให้แบ่งการคำนวณบำเหน็จเป็นสองช่วง ช่วงแรกให้นับเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุหรือแต่งตั้งเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจนถึงวันพ้นสภาพการเป็นพนักงานก่อนหรือในวันที่ 30 กันยายน 2548 คูณด้วยอัตราค่าจ้าง ณ วันดังกล่าว ช่วงที่สองให้นับเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ระเบียบฉบับแก้ไขมีผลใช้บังคับวันที่ 1 ตุลาคม 2548 จนถึงวันสุดท้ายที่เกษียณอายุการทำงาน เหตุผลที่จำเลยออกระเบียบฉบับแก้ไขดังกล่าวสืบเนื่องมาจากจำเลยปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานเป็นกรณีพิเศษตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ทำให้จำเลยมีภาระต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของจำเลย และเพื่อให้สอดคล้องเป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกันกับบริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังด้วย คณะกรรมการจัดการกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน จึงเห็นควรเสนอแก้ไขระเบียบให้แบ่งการคำนวณจ่ายเงินบำเหน็จเป็นช่วง ๆ ทุกครั้งที่มีการปรับขึ้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ จำเลยจึงให้คณะกรรมการกลั่นกรองงานกิจการสัมพันธ์ ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองเรื่องร้องทุกข์ต่าง ๆ พิจารณาก่อนแล้วนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายบริหารซึ่งเป็นนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายพนักงานคือ สมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีมติเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบตามเสนอ จำเลยจึงมีหนังสือขอความเห็นชอบในการแก้ไขระเบียบผ่านกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปยังกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นทั้งหมดของจำเลย วันที่ 9 สิงหาคม 2548 กระทรวงการคลังมีหนังสือถึงจำเลยให้แก้ไขระเบียบ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง