คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 2643/2550
หลักกฎหมาย
โจทก์ร่วมที่ 1 มิใช่ผู้เสียหายในความผิดต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำความผิดของจำเลยแต่อย่างใด คงมีแต่โจทก์ร่วมที่ 2 เท่านั้น ที่ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 1 จึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 ด้วย จึงไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 300ป.วิ.อ. 2ป.วิ.อ. 30ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 225พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 43พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 157
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายธีรพร จิตต์ตระกูล ผู้เสียหายที่ 1 และนายนิวัฒน์ นกเขา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายธีรพร จิตต์ตระกูล โจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถยนต์ไปตามซอยหมู่บ้านบางปูนคร นายนิวัฒน์ นกเขา โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แซงรถยนต์โจทก์ร่วมที่ 1 ส่วนจำเลยขับรถยนต์กระบะในทางเดินรถสวน ต่อมาเกิดการชนกันระหว่างรถจักรยานยนต์โจทก์ร่วมที่ 2 กับรถยนต์กระบะจำเลย และรถยนต์กระบะจำเลยชนรถยนต์โจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะโดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 แล้วชนรถยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ตามลำดับหรือไม่...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้รถโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับความเสียหาย และจากผลการตรวจชันสูตรบาดแผลโจทก์ร่วมที่ 2 มีบาดแผลฉีกขาดขาขวาท่อนบนและขาขวาท่อนล่างกระดูกขาขวาท่อนบนและท่อนล่างหักทั้งสองอันกระดูกมือขวาหัก ใช้เวลารักษาประมาณ 4 เดือนหายถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ได้ความจากรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 4 สิงหาคม 2543 ของศาลชั้นต้นว่าโจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่ามีความประสงค์เจรจาชดใช้ค่าเสียหาย และทนายจำเลยนำแคชเชียร์เช็คสองฉบับ ฉบับแรกสั่งจ่ายเงิน 35,000 บาท ฉบับที่สองสั่งจ่ายเงิน 65,000 บาท มาวางศาลชั้นต้นเพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหาย ต่อมานายดนัย ตั้งธรรมนิยม ทนายโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยวางที่ศาลชั้นต้น แสดงว่าเมื่อจำเลยประสงค์จะชดใช้ค่าเสียหาย ฝ่ายโจทก์ร่วมที่ 2 ก็ได้ยื่นคำร้องขอรับเงินดังกล่าวไปอันเป็นการบรรเทาความเสียหายของโจทก์ร่วมที่ 2 บางส่วนแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้นไม่ต้องความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยไว้เสียด้วย อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายธีรพร จิตต์ตระกูล และนายนิวัฒน์ นกเขา ผู้เสียหายทั้งสองเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้และต่อมาศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยในคำพิพากษา เฉพาะกรณีนายนิวัฒน์ว่าอนุญาตให้นายนิวัฒน์เข้าเป็นโจทก์ร่วมได้เฉพาะความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก นายนิวัฒน์ไม่ใช่ผู้เสียหาย โดยศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยกรณีนายธีรพรนั้น เห็นว่า นายธีรพรโจทก์ร่วมที่ 1 มิใช่ผู้เสียหายในความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบกซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายธีรพรโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำความผิดของจำเลยแต่อย่างใด คงมีแต่นายนิวัฒน์โจทก์ร่วมที่ 2 เท่านั้นที่ได้รับอันตรายสาหัส นายธีรพรโจทก์ร่วมที่ 1 จึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ด้วย จึงไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายธีรพรโจทก์ร่วมที่ 1 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 6,000 บาท อีกสถานหนึ่งสำหรับโทษจำคุกของจำเลยให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง กับให้จำเลยกระ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง