คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 265/2543
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเตรียมข้อมูลของสถานบันบริการคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง และได้รับแต่งตั้งจากอธิบดีกรมตำรวจให้เป็นกรรมการตรวจข้อสอบและรวมคะแนนในการสอบแข่งขันข้าราชการตำรวจและบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาตรีเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรและกรรมการได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการจัดทำแผ่นเฉลยและคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจให้คะแนน จำเลยที่ 1 ได้ทำการตรวจกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ผลการตรวจข้อสอบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ปรากฏว่าไม่ตรงกับที่กองบัญชาการศึกษา กรมตำรวจ ได้แต่งตั้งกรรมการเพื่อตรวจกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่านด้วยมือ โดยปรากฏว่ามีบุคคลสอบได้คะแนนน้อยกว่าที่เครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจและสอบไม่ผ่านข้อเขียน พยานโจทก์มีความเห็นว่าความผิดพลาดเรื่องผลการตรวจกระดาษคำตอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์น่าจะเกิดจากการทุจริต เพราะคะแนนที่ผิดพลาดดังกล่าวได้สูงขึ้นทั้งสามคน และคะแนนสูงขึ้นอย่างมีระบบคือคะแนนสูงขึ้นอยู่ในช่วงที่สอบได้ไม่สูงหรือต่ำกว่านั้น และการผิดพลาดไม่น่าจะเกิดจากการผิดพลาดของเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เกิดจากการกระทำของบุคคลเป็นผู้กระทำโดยสั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ให้พิมพ์คะแนนในกระดาษคำตอบและบันทึกเทปตามความต้องการไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1มาก่อน เชื่อว่าได้เบิกความและทำรายงานตามความเป็นจริง ทั้งมีพยานโจทก์อื่นเบิกความยืนยันว่าได้ส่งช่างผู้ชำนาญมาตรวจสอบบำรุงรักษาและซ่อมแซมแก้ไขอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุปรากฏว่าเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ในสภาพปกติจึงฟังได้ว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำการตรวจข้อสอบอยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติ การที่จำเลยที่ 1 คุมเครื่องคอมพิวเตอร์ขณะตรวจข้อสอบอยู่เพียงผู้เดียวมีประสบการณ์และความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ ย่อมมีความสามารถที่จะแก้ไขโปรแกรมในการตรวจข้อสอบให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ จึงฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าความผิดพลาดในการตรวจให้คะแนนในกระดาษคำตอบที่ผิดพลาดเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ได้ทำการตั้งโปรแกรมสั่งเครื่องคอมพิวเตอร์พิมพ์คะแนนลงในกระดาษคำตอบและบันทึกคะแนนลงเทปบันทึกข้อมูลซึ่งเป็นเอกสารราชการของกองบัญชาการศึกษา กรมตำรวจ ตามความต้องการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและมีหน้าที่ทำ และกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าว ทำการแก้ไขเพิ่มเติมคะแนนลงในเอกสารดังกล่าวโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นและการแก้ไขคะแนนดังกล่าวเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กองบัญชาการศึกษากรมตำรวจ กรรมการตรวจข้อสอบ ผู้เข้าสอบและประชาชน การกระทำของจำเลยที่ 1จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ 265 การที่จำเลยที่ 1มอบกระดาษคำตอบซึ่งตรวจแล้วและเทปบันทึกข้อมูลให้แก่กรรมการตรวจข้อสอบไปดำเนินการต่อไปในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กองบัญชาการศึกษากรมตำรวจ ผู้เข้าสอบและประชาชน จึงมีความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 และเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กองบัญชาการศึกษา กรมตำรวจ ผู้เข้าสอบและประชาชนและปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่เมื่อพยานโจทก์ทั้งสามปากไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่มีเหตุสงสัยว่าพยานจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 คำพยานดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143, 149, 157, 161, 265, 268, 83, 86, 33, 34 ริบเอกสารปลอมและเงิน 150,000 บาท ของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 161, 265, 268 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง), 157 เป็นกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 4 ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 5 ปี ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 9 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 รวม 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ริบเอกสารปลอมและเงิน 150,000 บาท ที่ได้มาจากการกระทำความผิดของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29กันยายน 2534 กองบัญชาการศึกษา กรมตำรวจ ได้จัดให้มีการคัดเลือกด้วยวิธีสอบและสอบแข่งขันข้าราชการตำรวจและบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาตรีเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ปี 2534 จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเตรียมข้อมูลของสถาบันบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและได้รับแต่งตั้งจากอธิบดีกรมตำรวจให้เป็นกรรมการตรวจข้อสอบและรวมคะแนนในการสอบดังกล่าว และกรรมการได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการจัดทำแผ่นเฉลยและคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจให้คะแนนตามคำสั่งเอกสารหมาย จ.1 และ จ.6จำเลยที่ 2 เป็นพี่เขยของจำเลยที่ 1 วันที่ 29 กันยายน 2534 จำเลยที่ 1 ได้ทำการตรวจกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สถาบันบริการคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผลการตรวจข้อสอบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ปรากฏว่านายภคพัทธ์ ขันทอง ทำข้อสอบถูก 114 ข้อ นายสุวัจชัย รัตนจินดา ทำข้อสอบถูก 115 ข้อ นายวินิต โสมทอง ทำข้อสอบถูก 116 ข้อ เป็นเหตุให้นายภคพัทธ์และนายสุวัจชัยสอบผ่านข้อเขียนสายสอบสวน และนายวินิจสอบผ่านข้อเขียนสายปราบปราม ต่อมากองบัญชาการศึกษา กรมตำรวจ ได้แต่งตั้งกรรมการเพื่อตรวจกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่านด้วยมืออีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าบุคคลทั้งสามสอบได้คะแนนน้อยกว่าที่เครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจและสอบไม่ผ่านข้อเขียน โดยนายภคพัทธ์ทำข้อสอบถูกจริงเพียง 80 ข้อ นายสุวัจชัยทำข้อสอบถูกจริงเพียง 72 ข้อ และนายวินิตทำข้อสอบถูกจริงเพียง 70 ข้อ และสอบไม่ผ่านมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษหรือไม่ พยานโจทก์คือพันตำรวจตรีธีรวัฒน์กุสลางกูรวัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายระบบงานคอมพิวเตอร์ของบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ จำกัด เบิกความยืนยันว่าพยานกับพวกตรวจดูผลคะแนนแล้วมีความเห็นว่า ความผิดพลาดเรื่องผลการตรวจกระดาษคำตอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์น่าจะเกิดจากการทุจริต เพราะคะแนนที่ผิดพลาดดังกล่าวได้สูงขึ้นทั้งสามคน และคะแนนสูงขึ้นอย่างมีระบบคือคะแนนสูงขึ้นอยู่ในช่วงที่สอบได้ไม่สูงหรือต่ำกว่านั้น เมื่อไปทำการตรวจเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ตรวจข้อสอบ พยานกับพวกได้นำม้วนเทปในการตรวจข้อสอบจริงเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์และเรียกข้อมูลเฉพาะของนายภคพัทธ์นายสุวัจชัย นายวินิต และข้อมูลผู้ที่อยู่ลำดับเหนือขึ้นไป 10 คน ถัดลงไป 10 คนมาเป็นข้อมูลในการตรวจสอบ หลังจากนั้นจะนำข้อสอบบุคคลเหล่านี้มาตรวจด้วยมืออีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผลการตรวจด้วยมือปรากฏว่าคะแนนรายข้อของผู้เข้าสอบคนอื่นตรงกับคะแนนที่ตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏอยู่ในกระดาษคำตอบ ยกเว้นคะแนนของนายภคพัทธ์ นายสุวัจชัย และนายวินิต ที่มีคะแนนต่ำกว่าคะแนนที่ตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ พยานกับพวกเห็นว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวสามารถใช้งานได้ดี และการผิดพลาดไม่น่าเกิดจากการผิดพลาดของเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เกิดจากการกระทำของบุคคลเป็นผู้กระทำ โดยสั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ให้พิมพ์คะแนนในกระดาษคำตอบและบันทึกเทปตามความต้องการ พยานกับพวกได้ทำรายงานความเห็นไว้ด้วยปรากฏตามเอกสารหมาย จ.39 เห็นว่า พันตำรวจตรีธีรวัฒน์และผู้ทำรายงานความเห็นตามเอกสารหมาย จ.39 เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง ไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อนเชื่อว่าได้เบิกความและทำรายงานดังกล่าวตามความเป็นจริง ทั้งนายจนง สกุลพันธ์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้จ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง