ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 2651/2546

หลักกฎหมาย

การไฟฟ้านครหลวงจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าแก่ประชาชน จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อกระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 2จัดให้มีขึ้นเพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนเกิดการลัดวงจรเป็นเหตุให้เพลิงลุกไหม้ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 ผู้ครอบครองกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์ที่เกิดอันตรายได้โดยสภาพ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของโจทก์ ผู้ต้องเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 2 นำสืบว่าได้ดูแลและบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างดีแล้ว แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่ากระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเป็นความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่พ้นความรับผิด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองกระแสไฟฟ้าหรือทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจร

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจและเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการของรัฐในเรื่องการไฟฟ้าอันเป็นสาธารณูปโภคและจำหน่ายไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้อำนวยการการไฟฟ้านครหลวง เขตคลองเตย มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่เขตคลองเตย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยที่ 1 ละเลยไม่ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบและควบคุมระบบการบำรุงรักษาอุปกรณ์ในการส่งจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และปลอดภัย เป็นเหตุให้สะพานไฟแบบสวิตซ์ใบมีดเสื่อมสภาพ ไม่สามารถตัดกระแสไฟฟ้าได้โดยอัตโนมัติและมีความร้อนเกิดเป็นประกายไฟที่สะพานตรงจุดเชื่อมต่อของอุปกรณ์ ทำให้อุปกรณ์ดังกล่าวหลอมละลายและลุกเป็นสะเก็ดไฟร่วงลงบนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 4 ป - 1473 ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งจอดอยู่ติดกับเสาไฟฟ้าดังกล่าว และลุกไหม้ถังน้ำมันของรถจักรยานยนต์จนเกิดระเบิดขึ้นทำให้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามเข้าไปในบ้านเลขที่ 101 ตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 3 เป็นเหตุให้สินค้าอะไหล่รถยนต์และทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองที่เก็บไว้ในบ้านถูกเผาทำลาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 14,099,069 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,867,937 บาท และชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,248,130 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,227,671 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "... มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ต้นเพลิงเกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรที่เสาไฟฟ้าแล้วลามไปลุกไหม้บ้านเลขที่ 101 หรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีประจักษ์พยาน 2 คน คือสิบตำรวจตรีวิศณุ เดียวสุรินทร์ และสิบตำรวจเอกบรรจง สลวยสวัสดิ์ เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า วันเกิดเพลิงไหม้ขณะพยานทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากบ้านที่ถูกเพลิงไหม้ประมาณ 100 เมตร ได้รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเห็นมีควันที่เสาไฟฟ้า แล้วมีประกายไฟช็อตพร้อมเสียงระเบิด จากนั้นมีสะเก็ดไฟตกลงมาถูกกันสาดผ้าใบและรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ใต้เสาไฟฟ้า เมื่อถังน้ำมันของรถจักรยานยนต์ลุกไหม้และระเบิดขึ้น เปลวไฟได้กระเด็นเข้าไปในบ้านเกิดเหตุ ทำให้เกิดเพลิงไหม้ทรัพย์สินภายในบ้านเสียหาย พยานโจทก์ทั้งสองเคยให้การเช่นเดียวกันนี้ต่อพนักงานสอบสวน โดยยืนยันว่าจุดเริ่มต้นเพลิงไหม้เกิดจากสายไฟฟ้าลัดวงจร นอกจากประจักษ์พยานทั้งสองดังกล่าวแล้วโจทก์ทั้งสองยังมีพันตำรวจโทสมชัย หัสกุล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลยานนาวาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานไปดูสถานที่เกิดเหตุ พบร่องรอยเพลิงไหม้จากบริเวณเสาไฟฟ้าหน้าบ้านลุกลามไปจนถึงบริเวณภายในบ้านตั้งแต่ชั้นล่างขึ้นไป และพยานได้สอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์อีกหลายคนได้แก่ นายสินไทย เชาวน์เลิศเสรี พ่อค้าขายข้าวสาร ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับซอยจรัสเวียงซึ่งให้การว่าเห็นไฟฟ้าช็อตเป็นประกายที่ขั้วสายไฟฟ้าแล้วลูกไฟตกลงมาเป็นสะเก็ด สักครู่ก็เกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้น ส่วนสิบตำรวจตรีประภาส ม่วงทิพย์ ให้การว่า เห็นควันที่สายไฟฟ้าบนเสาพร้อมประกายไฟและเสียงไฟฟ้าช็อต 2 ครั้ง โดยมีลูกไฟตกลงมาที่โคนเสาและผ้าใบกันแดดหน้าบ้านที่เกิดเหตุ ขณะเดียวกันเพลิงได้ลุกไหม้รถจักรยานยนต์และลังไม้ที่โคนเสา ต่อมาเพลิงจึงลุกลามเข้าไปในบ้านเกิดเหตุ คำให้การของนายสินไทยและสิบตำรวจตรีประภาสได้ความตรงกันกับคำเบิกความของสิบตำรวจตรีวิศณุและสิบตำรวจเอกบรรจง จึงน่าเชื่อว่าพยานเหล่านี้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุของร้อยตำรวจเอกกิตติ แจ่มกระจ่าง รองสารวัตรงาน 5 ช่วยราชการงาน 3 กองกำกับการ 1 กองพิสูจน์หลักฐาน ก็ได้ความว่า บริเวณด้านหน้าชั้นที่ 1 ของบ้านที่เกิดเหตุถูกเพลิงไหม้ก่อนและเสียหายมากกว่าบริเวณอื่น ๆ นอกจากนี้ที่เสาไฟฟ้าแรงสูงหน้าบ้านที่เกิดเหตุก็ถูกเพลิงไหม้ โดยเฉพาะบริเวณสะพานตัดกระแสไฟฟ้าด้านบนถูกเพลิงไหม้จนหลอมละลาย และฉนวนสายไฟฟ้าหลอมละลายบางส่วนดำเกรียมเหลือแต่ลวดโลหะ และจุดต้นเพลิงก็คือลังไม้ใส่กระดาษหน้าบ้านที่เกิดเหตุ จึงเชื่อว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดจากวัตถุที่มีไฟติดอยู่ตกลงมาบนวัตถุที่ไหม้ไฟง่าย เช่น กระดาษแล้วเกิดการลุกไหม้ขึ้น รายละเอียดปรากฏตามรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้จากรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุนี้ได้ความสอดคล้องกับคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสองคือนายศรีวิภัตร วิริยะธนกุล ผู้จัดการฝ่ายอัคคีภัย บริษัทเอส.อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2546 · ทนอย Thanoy