ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 2658/2545

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์จึงมีหนังสือทวงให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญา หลังจากนั้นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนโจทก์ โจทก์จึงถอนฟ้องแล้วนำรถยนต์ออกประมูลขายได้เงินไม่คุ้มราคาค่าเช่าซื้อ จึงมาฟ้องเรียกราคารถยนต์ในส่วนที่ขาดจากจำเลยทั้งสองอีก กรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) เพราะฟ้องโจทก์คดีก่อนไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเนื่องจากถอนฟ้องไปแล้ว และเมื่อพิจารณาคดีก่อนที่โจทก์ถอนฟ้องไปแล้วศาลยังมิได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ประกอบกับคดีก่อนโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์และชำระค่าเช่าซื้อที่ค้าง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคาจากการประมูลขายรถยนต์พร้อมดอกเบี้ยอันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีก่อน คำขอบังคับในคดีทั้งสองจึงต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 การฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าเสื่อมราคาหรือค่าขาดราคาของรถยนต์ที่ประมูลขายได้ราคาน้อยกว่าราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อนั้น เป็นผลมาจากการเลิกสัญญาซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 การคำนวณทุนทรัพย์เพื่อกำหนดอัตราค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต้องถือเอาจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องตั้งแต่ฟ้องคดี มิใช่คำนวณจากทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีซึ่งอาจจะไม่เต็มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องมา

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ บี.เอ็ม.ดับบลิว 520 ไอหมายเลขทะเบียน ค - 0435 เชียงใหม่ จำนวน 1 คัน ไปจากโจทก์ในราคา 840,000 บาท พร้อมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 58,800 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 4โจทก์จึงให้พนักงานติดตามจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระและส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โจทก์นำออกประมูลขายได้เป็นเงินเพียง 376,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดราคารถหลังจากหักส่วนลดให้แล้วเป็นเงิน 352,350 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 352,350 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มิได้มีกรรมการตามฟ้อง มิได้มีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้เช่าซื้อหรือประกอบกิจการเงินทุนหลักทรัพย์ ปัจจุบันโจทก์ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศปิดกิจการถาวรแล้ว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมจำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องจากโจทก์ในราคา 840,000 บาท กำหนดชำระเป็นรายเดือนเดือนละ 35,000 บาท จริง แต่จำเลยทั้งสองไม่เคยตกลงชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องแก่โจทก์จึงไม่ต้องชำระ รถยนต์ที่เช่าซื้อมีสภาพไม่เหมาะสมกับการใช้งานตามคำพรรณาของโจทก์ จำเลยทั้งสองขอส่งมอบคืนหลายครั้งแต่โจทก์เพิกเฉย ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายและราคาของรถยนต์พิพาท ในที่สุดโจทก์ตกลงยอมรับรถยนต์พิพาทคืนจากจำเลยทั้งสองในวันที่ 13 มีนาคม 2540 โดยมิได้ทักท้วงหรือโต้แย้งสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหาย หรือส่วนขาดราคารถยนต์พิพาทอีกต่อไปและโจทก์ขอถอนฟ้องไปแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันแล้ว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำซ้อนกับคดีดังกล่าว รถยนต์พิพาทมีราคาเงินสดจำนวน 984,000 บาท โจทก์ชำระราคาครั้งแรกเป็นเงิน 284,000 บาท โจทก์ลงทุนเพียง700,000 บาท ราคาเช่าซื้อส่วนที่เกินเงินลงทุน 140,000 บาท คือดอกเบี้ยที่โจทก์คิดอัตราร้อยละ 10 เป็นเวลา 24 เดือน จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เป็นเงิน 142,000 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 426,000 บาท ราคารถยนต์พิพาทที่แท้จริงคงเหลือ 558,000 บาท รถยนต์พิพาทหากโจทก์ขายโดยสุจริต มีราคาไม่น้อยกว่า 600,000 บาท รถยนต์พิพาทเป็นรถยนต์เก่าการที่ขายได้ราคาต่ำกว่าปกติเนื่องจากสภาพของตัวทรัพย์ มิใช่การใช้งานโดยขาดความระมัดระวัง และขาดการบำรุงรักษาแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องราคารถส่วนที่ขาดอยู่จากจำเลยทั้งสอง หากจะขาดราคาก็ไม่เกิน 182,000 บาท โจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในเงินส่วนที่ขาดอันเนื่องจากการเช่าซื้อตามสัญญาภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อคืน คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 และโจทก์ไม่มีอำนาจเรียกร้องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เพราะจำเลยทั้งสองไม่เคยตกลงว่าจะชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 280,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 27 พฤศจิกายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อ บี.เอ็ม.ดับบลิว หมายเลขทะเบียน ค - 0435 เชียงใหม่ ไปจากโจทก์ในราคา840,000 บาท พร้อมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 เป็นเงิน 58,800 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ 24 งวด งวดละเดือน เดือนละ 37,450 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้ว จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์บางส่วนแล้วไม่ชำระ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญา สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกันโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนโจทก์ โจทก์จึงถอนฟ้องต่อมาโจทก์นำรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อออกประมูลขายได้ราคา 376,000 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะถือว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ซ้อนกับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีก่อน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658/2545 · ทนอย Thanoy